ผ้าผะเหวด วัดศรีบุญเรือง ต.สาวะถี ขอนแก่น

ผ้าผะเหวด วัดศรีบุญเรือง ต.สาวะถี ขอนแก่น

บทความโดย สุทธวรรณ บีเวอ

ผ้าผะเหวดผืนนี้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2497 ได้เคยมีการนำไปซ่อมแซมและจัดแสดงที่จิม ทอมป์สัน ปัจจุบันวัดได้ทำการเก็บรักษาและได้พิมพ์ไวนิลความยาวเท่าภาพจริงจัดแสดงไว้ที่ศาลาสำหรับคนทั่วไปมาชม

วัดศรีบุญเรือง ตั้งเมื่อ ปี พ.ศ.2405 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2449 เจ้าอาวาสปัจจุบัน คือ พระครูสิริบุญวิโรจน์ ตั้งแต่ พ.ศ.2528 (ข้อมูลวัดเพิ่มเติม อยู่ด้านท้ายบทความ)

แอดมินขอกราบขอบพระคุณ พระครูสิริบุญวิโรจน์ ที่ท่านได้ให้ความกรุณานำภาพจากผ้าผะเหวดโบราณผืนนี้มาเผยแพร่ให้สาธารณะชนและผู้ที่สนใจ

**สำหรับในบทความนี้แอดมินได้ทำการถอดอักษรโดยใช้การสะกดตามผ้า แตกต่างจากการเขียนคำศัพท์ในปัจจุบัน แต่ผู้อ่านยังพอที่สามารถจะเข้าใจความหมายได้ และสังเกตได้ว่าผ้าผืนนี้คำเดียวกันบางทีสะกดต่างกัน สันนิษฐานว่าอาจมาจากการที่มีช่างวาด 2 คน จากชื่อผู้วาดในภาพท้ายสุด

คำใดที่เป็นคำอีสานจะทำการแปลไว้ในวงเล็บ (ภาษาอีสาน = ภาษากลาง) และสำหรับเครื่องหมาย [?] แปลว่า อ่านไม่ได้หรือไม่แน่ใจคำ

ภาพที่ 1

1. ผ้าเรื่องพระเวสของวัดศรีบุญเรือง บ้านโนนวัง ต.สาวัตถี อ.เมือง จ.ข.ก.

2. สร้างเมื่อ พ.ศ.2497 ปีมะเมีย

3. หลวงพ่ออ้น สุมะโณ เจ้าอาวาส, รายชื่อกรรมการ, รายชื่อผู้บริจาคและจำนวนเงินบริจาค ตั้งแต่ 3 บาท ไปจนถึง 100 บาท

ภาพที่ 2

1. ทสพร 19 คาถา

ภาพที่ 3

1. ประตูเมืองกรุงสญใซยราช

2. สาวสนมของนางผุสดี

ภาพที่ 4

1.เสนามาสับส่อ(สับส่อ = ใส่ร้ายฟ้อง) พระยาบูรมว่าพระเวสทานช้าง 

2.นางผุสดี และนางนักสนมร้องให้

ภาพที่ 5

1. พระยาบูรมขับไล่พระเวสออกจากเมือง

ภาพที่ 6

1. นางผุสดีประสูตร์พระเวส พอประสูตร์ออกมาก็ขอเงินทองนำ(นำ = จาก) มารดาเพื่อให้ทานต่อไป (ช้างแก้วเผือกปัจจัยนาเคนประสูตร์ด้วยกัน)

2. พระเวสทานของให้ยาจก

3. ยาจกคนขอทานนำ(นำ = จาก) พระเวส

ภาพที่ 7

1. เสนามาเรียกพระเวสไปหาพระยาบูรม

2. นางมัทรีกับกันหาชารีสู่ปราสาท

ภาพที่ 8

1. พระยาเวสสันดรทานช้างแก้วเผือกปัจจัยให้แก่พรามณ์จารย์ทั้ง 8

ภาพที่ 9

1. ชาวบุรีแลเห็นพวกพรามณ์ขอช้างก็โกธให้เขา ก็ไล่ฆ่าฟันอย่างพินาจ

2. ชาวเมืองกรุงสญไชยราชไล่ฆ่าพวกพรามณ์ทั้ง 8 ที่ขอช้างได้จากพระเวสสันดร  

3. หิมะพานต์ 134 คาถา

ภาพที่ 10

1. พระเวสมาลาปู่ จะออกหนีจากเมืองไปบวชเป็นฤาษี และนางมัทรีก็จะ[?]ไปด้วย พระยาบูรมขอหลานไว้ก็ไม่อยู่ มัทรีก็ไม่อยู่ ตกลงไปด้วยกัน

2. นักสนมร้องให้นำ(นำ = ตาม) พระเวสมัทรีกันหาชารีจะออกเมือง

ภาพที่ 11

1. พระยาเวสสันดรขับรถแก้ววอระคันทักออกจากเมือง เทียมด้วยม้าสินธุวาทั้ง[?] 4 มีพรามณาจารย์ทั้ง 4 มาขอเอาม้า พระยาเวสสันดรก็ทานให้

2. มีเทพยะดาผัวเมียทั้ง 2 เสด็จมาจากดาวดึง ด้วยเดชพระยาอิน[?]ใช้ลงมานิฤมิตร์เปนกวางคำเทียมรถ เพื่อให้รถของพระยาเวสเดินไปได้ พอสักครู่เดี่ยวก็มีพรามณ์จารย์ 1 คน มาขอเอารถ พระยาเวสก็ทานให้ เทพยะดาก็หายหนีไป

3. มีจำพวกพราหมณ์จารย์ทั้ง 4 ขอม้าจากพระยาเวสแล้ว เขาก็ขี่กลับบ้านแล

ภาพที่ 12

1. พราหมณ์จารย์คน 1 ขอรถได้แล้วลากกลับ[?]

2. ทานะขันธ์ 209 พระคาถา

ภาพที่ 13

1. พระยาเวสสันดรทานม้าทานรถสิ้นสุดแล้วก็เลยอุ้มลูก 2 กันหาชารีเดินทางต่อไป พอไปถึง เขตร์ประตูของเมืองเจตร์ราช(ชาวเมือง). เจตร์ราชเห็นก็พากันออกมารับเชิญเข้าไปพักในเมืองเจตร์ราช

2. ชาวเจตราชมารับ พระเวสเข้าเมือง เพื่อจะให้ครองเมืองแทนพระองค์เจ้าเจตราช

3. ประตูเมืองเจตราช

ภาพที่ 14

1. วรรณปะเวส 57 คาถา

2. ชาวเมืองเจตราชเชิญพระเวสสันดรครองเมืองก็ไม่ครอง

3. เออดีแล้วดีละ พระยาเวสสันดร

ขอจงอัญเชิญเจ้าพระเวสสันดร ครองเมืองเจตราชแทนพระองค์เจ้าพระยาเจตราชเถิด

เจ้าพระยาพระเวส อ้อด่วนมากเห็นจะอยู่ไม่ได้ เพราะว่าบูรมพ่อจะมาขับไล่อีก ตื่นเช้าออกเดิน

ภาพที่ 15

1. พระยาเมืองเจตราชไปส่งพระเวสออกจากเมือง เพื่อจะไปบวชเปนฤาษีในป่าหิมพานต์

ภาพที่ 16

  1. เฮือน (เฮือน = เรือน) พรามณ์
  2. พรามณ์ไปรับ หาบน้ำนำ(นำ = กับ) อมิตะตา
  3. ชูชก 79 คาถา

ภาพที่ 17

1. บ้านทุนณะวิตถาภูสะคาม

2. นางพรามณีทั้งหลาย ด่านางอมิตตาที่สระตักน้ำ

ภาพที่ 18

  1. (เขตร์ เมืองกะลึงกะลาศ)

ภาพที่ 19

1. (เขตร์ป่าหิมพานต์ ของพระยาเจตร์ราช)

2. หน้าด่านบาลประตูของนายพรานต์เจตร์บุตร์ ผู้ใดจะมาล่วงลัด(ตัดแดนไม่ได้) เรานี้เองเปนผู้รักษาประตูป่าหิมพานต์ พอดีมีพรามณ์ล่วงลัดเข้ามา[?]แย่

3. พรามณ์ลอบลักผ่านประตูของนายพรานต์เจตร์บุตร์ เข้ามาอย่างมิดชิตร์ เออเราคงจะพบเวสสันดรแน่นอน

ภาพที่ 20

1. พระยาเวสสันดรเดินทางเข้ามาในป่าหิมพานต์ ก็มาพบนายพรานต์เจตร์บุตร์ที่รักษาป่าหิมพาน นายพรานต์เลยรับเลี้ยงเข้าปลาอาหาร พักอยู่กับนายพรานอยู่ 1 คืน เวสสันดรถวายปิ่นเกล้าให้นายพราน

ภาพที่ 21

1. นายพรานต์เจตร์บุตร์เดินดงไปในป่าหิมะพานต์กับหมาของตน ก็ไปพบพรามที่ในป่านั้น พรามณ์และเห็นพรานต์เจตร์บุตร์ก็วิ่งขึ้นต้นไม้ พรานเจตร์บุตร์ก็ว่าจะยิง พรามณ์ก็กล่าวว่า ชะชะๆ เราเอิงเปนทาษใช้ของพระยาบูรมว่าให้ไปสืบดูพระเวสมัทรีกันหาชารีว่าอยู่ไหน

เออ อย่างนั้นหรือพราม

พอได้รับคำเท็จจากพรามณ์แล้วก็หยุดลงทันที ไม่ยิง

2. ผีเป้า

3. จุลพล 35 คาถา

ภาพที่ 22

1.ชี้บอกไปถึงอาจุตร์ฤาษี

พรานต์เจตร์บุตร์พอหยุดลงการยิงกันแล้ว พรานต์เจตร์บุตร์ก็ชี้บอกหนทางพรามณ์ไปถึงอาสมบทศาลาพระยาเวสสันดรที่บวชอยู่ในป่าหิมพานต์

ภาพที่ 23

1. เจ้าอาจุตรฤาษีชี้บอกหนทางพรามณ์จะเข้าไปหาพระยาเวสสันดรที่บวชเปนฤาษีในป่าหิมะพานต์

ภาพที่ 24

1. มหาพล 80 คาถา

2. งูทรวงในป่าหิมพานต์

3. ผีโพงค่าง ตื่นช้างแล่นเกือบตาย (แล่น=วิ่ง)

4. ลิงอีโถง

5. ผีดงขี่ช้าง

6. ผีสะม๋อยดง

ภาพที่ 25

1. กุมมาณ 100 คาถา

2. พรามณ์นอนขดสะคู้อยู่ข้าง[?] คอย 1 คืน

3. เมื่อนั้นพรามณาเฒ่าจาต้าน (ต้าน = พูด, เจรจา) เล่าขอว่า โอนอข่าน้อย (ข่าน้อย = คำใช้แทนตัวผู้พูด) ขอ 2 กันหาชารีน้อยไปเปนข่อยข่าทาษาสี (ข่อยข่าทาษาสี = ทาสหญิงชาย) ให้บ่อพ่อพระยาเอย (ให้บ่อพ่อ = ให้ไหมพ่อ)

พอได้เป็นข่อย (ข่อย = ทาส) ตักน้ำอาบหาบน้ำใช้นางน้อยหน่ออะมิตะตา

เมื่อนั้นพระบาทไห้ พระยาเวสสันดร เมื่อจัดขีน (ขีน = ฝืนใจ) คำพราหมณ์ เทพะดา[?] พระก็ท่อน[?] วางให้แด่พรามณ์ๆ ก็ [?] ได้เคือเขา(เคือเขา = เถาวัลย์) มาผูก

4. ขอได้แล้วกำลังผูก

5. มันก็บาย(บาย = จับ,หยิบฉวย) เอาได้เคือเขาแล่น (เคือเขา = เถาวัลย์) มาผูกๆ ได้แล้ว ดึง[?] มันก็จูงแขนขึ้นบัพพะโต(บัพพะโต = ภูเขาลูกเดียว) เขาใหญ่

ภาพที่ 26

1. พรามณ์พะลาด (พะลาด = พลาดพลั้ง) ล้มเทิงผา (เทิงผา = บนผา) 2 กันหาชารีเชือกผูกขาด เลยแล่น (แล่น = วิ่ง) ลงไปลี้ (ลี้ = ซ่อน) ในสระ

2. 2 กันหาชารี พรามณ์พะลาดล้มเหนือผาวิตะริตะวาเคือเขาขาด 2 กันหาชารีแล่น(แล่น = วิ่ง) ลงมาลี้(ลี้ = ซ่อน) ในสระ

3. สระดอกบัว

4. นางมัทรี เที่ยวป่าหาลูกไม้และหัวมัน

5. นกหัสดีลิง (กิน) ช้างได้

6. นางมัทรีเคาะประตู

ภาพที่ 27

1. เทพะยะดาทั้ง 3 องค์อันพระยาอินทร์หาสั่งหมู่เจ้าทั้ง 3 อัน [?] ยังอยู่ตามป่าไม้และภูเขา ลงมานิฤมิตรเปนเสือโคร่ง และเสือเหลือง ราชสีห์ (ตันหนทาง) แห่งนางแก้วราชะมัทรี อันมาแต่ป่าหาหัวมันและลูกไม้ [?] ก็[?]เสีย  ด้วยเดชะบุญอันแก่กล้า จากพระยาเวสสันดร ที่ทานกันหาชารีแต่วัน [?] พระอินทร์จึงส่องสาธุการด้วยบาระมีของพระเวส [?] ย่ำค่ำแล้วก็หายหนีไป นางมัทรีก็เข้าไปตามหาลูก ถามหานำพระยาเวสๆ ก็ไม่บอก เลยสลบตาย

2. สัตว์ทั้ง 3 ตัว มาตันหนทางนางแก้วราชะมัทรี จวนค่ำพอดี (ก็เสด็จหนี)

3. ราชสีห์

4. เสือเหลือง

5. เสือโคร่ง

6. มัทรีร้องให้หาลูกไม่เห็น

7. นางมัทรีร้องให้หาลูก

ภาพที่ 28

1. มัทรี 90 คาถา

2. วิสุกรรมเทวบุตรลงมานฤมิตร์เพศเป็นอาสมบทศาลา ให้พระเวสบวชเปนฤาษี

ภาพที่ 29

1. สักบรรพ 43 คาถา

2. พระยาอินทร์พาสักะพรามณ์ เสด็จลงมาจากดาวดึง [?]มานิฤมิตร์[?]เปนพรามณ์ ขอเอานางมัทรีกับพระเวส ก็ทานให้ แล้วนำคืนส่งตามเดิม

3. พระยาอินทร์เสด็จลงจากชั้นดาวดึงนิฤมิตร์เพศเปนพรามณ์ขอนางมัทรีกับพระเวส

ภาพที่ 30

1. พรามณ์เอา 2 กัณหาชารีมาผูกไว้ที่ต้นไม้มะณีโคต มีเทพยะดา 2 คน นิฤมิตร์เปนพระเวส มัทรีมาแก้เอา 2 กัณหาชารีออกจากเชือกผูกไว้ให้นอนเสื่ออาสน์ให้เสวยเข้าน้ำโภชนะอาหารทุกวันๆ ตลอดเมื่อออกจากพระยาเวสจนถึง เมืองกรุงศรีสญไชยก็เสด็จหนีไปตามเดิม

2.  ชี้ทางไปเมืองกรุงสญใชย

ชี้ทางบ้านพรามณ์

มีเทพยะดาหันไม้เท้าไปพรามณ์หลง

ภาพที่ 31

1. มหาราช 69 คาถา

2. พระยาบูรมกำลังซักไถ่ถามพราหม พระยาบูรมไถ่เอาหลานจากพราหมคือกันหาชารี

3. โรงครัวพราหม

4. ตอนนี้แสดงความว่าพราหม 6 ตัวนี้ กินอาหารเหลือล้น ท่าทางเจ็บท้อง ฯลฯ เหลือประมาณ เลยท้องแตกตาย

5. บูรม [?] ศรีสญใชยประทานปราสาทให้พราหม 1 หลัง เลยท้องแตกตายอยู่ที่นั้น

6. จัวน้อย (จัวน้อย = เณรน้อย)

7. พระชินะเถรเฒ่า

8. ขุนไทยไปก่อน

ภาพที่ 32

1. ผีหลอกพราหม หลอกขุนไทย ขุนไทยบ่อย้าน (บ่อย้าน = ไม่กลัว)

ภาพที่ 33

1. สักกะษัติ 36 คาถา

2. พระยาเวสสันดร มัทรี ฤาษี สถิตอยู่อาศมบทศาลาในป่าหิมพานต์

3. บูรม ผุสดี ชารี กันหา เสนาอำมาตย์

4. พระยาอินทร์ให้ห่าฝนแก้วโบกขะระพัดกำจัดตกลงในขวางเขตร์ประเทศที่ศาลาแห่งพระยาบูรม ผุสดี กันหา ชารี และเสนาอำมาตย์ทั้งหลายมาจากเมืองกรุงสญใชย มารับอัญเชิญฤาษี 2 พระองค์ คือ เวสสันดร มัทรี ที่บวช ในป่าหิมพานต์นั้น คืนไปครองเมืองตามเดิม (มัทรีและพระยาเวสสันดรก็ไม่อยากกลับ เพราะถูกติเตียนมาแต่ครั้งก่อน) จำเปนคงรับนิมนแน่ (เชิญ เชิญ เชิญ)   

ภาพที่ 34 ภาพขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง

ภาพที่ 35 ภาพขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง

ภาพที่ 36 ภาพขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง

ภาพที่ 37

1. นคร เข้าสู่เมืองตามเดิม

ภาพที่ 38

1. นคร 49 คาถา

2. เสนามารับพระเวสเข้าสู่เมืองกรุงสญใชย

3. (ภาพ. ที่ 3) ที่ 2. มีต่อ) และสลักลายต่างๆ

นายพรม ศรีแสง ผู้ประดิษฐ์ภาพ ณ บ้านหนองแสง ตำบลทรายมูลน้ำพอง

นายทา แสงเหลา บ้านวังตอ ต.ค้อ เมืองขอนแก่น

ประวัติตามเอกสารของวัด

วัดศรีบุญเรือง บ้านโนนรัง

ตำบลสาวะถี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

วัดศรีบุญเรือง ตั้งอยู่ที่บ้านโนนรัง หมู่ที่ 11 ตำบลสาวะถี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 7 ไร่ 65 ตารางวา นส.3 ก. เลขที่ 156

อาณาเขต ทิศเหนือ ประมาณ 3 เส้น จดที่นานายเคน จันทร์สงกา

ทิศใต้ ประมาณ 3 เส้น จดถนนสาธารณะ

ทิศตะวันออก ประมาณ 2 เส้น 15 วา จดที่นานายทัน โอดพิมพ์

ทิศตะวันตก ประมาณ 2 เส้น 6 วา จดสถานีอนามัย

อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง 6 เมตร ยาว 11 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ.2449

ศาลาการเปรียญ กว้าง 5 เมตร ยาว 29 เมตร เป็นอาคารไม้ สร้างเมื่อ พ.ศ.2531

และกุฏิสงฆ์จำนวน 6 หลัง เป็นอาคารไม้

ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปปางนาคปรกสมัยทวารวดี 1 องค์

วัดศรีบุญเรือง ตั้งเมื่อ พ.ศ.2405 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2449

เขตวิสุงคามสีมากว้าง 5.50 เมตร ยาว 11.50 เมตร การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ

1. รูปที่ 1 พระสีดา

2. รูปที่ 2 พระสอน

3. รูปที่ 3 พระอำนวย

4. รูปที่ 4 เจ้าอธิการอ้น สุมโน

5. รูปที่ 5 พระครูสิริบุญวิโรจน์ ตั้งแต่ พ.ศ.2528 เป็นต้นมา

ในอดีตมีการจัดการศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอน เมื่อ พ.ศ.2475.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *