
28 Days เส้นทางจักรยานอิตาลีตอนใต้ : ตอนที่ 1 ไปเมืองบารี (Bari)
บทความโดย สุทธวรรณ บีเวอ
บทความนี้เป็นบันทึกการเดินทางของพวกเราที่ปั่นจักรยานไปตามถนนเล็กๆ กลางไร่มะกอก ผ่านเมืองโบราณที่สร้างจากหิน ทิวทุ่งดอกไม้ป่าพืชพรรณนานาชนิด เลาะเลียบชายทะเลสีเทอร์ควอยซ์เมดิเตอร์เรเนียน แคว้นปุลยา (Puglia) อิตาลีตอนใต้
“แคว้นปุลยา” (บางทีก็เขียนเป็น ปูเกลีย หรือ ปูเลีย อ่านออกเสียง “ล” เฉยๆ ไม่ได้ จะต้องมีเสียง “ก” อยู่ด้วยนิดหนึ่ง, Puglia หรือ Apulia ในภาษาอังกฤษ) ตำแหน่งแคว้นนี้ตั้งอยู่ในส้นรองเท้าบูธของแผนที่อิตาลี เป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบราวกับหยุดอยู่ในห้วงเวลาที่มีทุกอย่างพร้อมแล้ว
ระยะทางกว่าห้าร้อยกิโลเมตรนี้ พวกเราได้สัมผัสภูมิประเทศและผู้คนที่งดงามและเป็นมิตร ก่อนเดินทางทิมได้วางแผนปั่นในถนนเล็กๆ แต่ก็มีบ้างที่พากันออกถนนใหญ่ให้ตื่นเต้น และถนนมีเลนคนละฝั่งกับเรา
ในการปั่นผ่านเมืองใหญ่ การจราจรจะวุ่นวาย บ่อยครั้งจะเป็นวันเวย์เดินรถทางเดียว ต้องสังเกตป้ายจราจรแทนตามกลูเกิลแมปอย่างเดียว ทางม้าลายและสัญญานไฟยังคงศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป ส่วนในชนบทรถจอดมากกว่ารถวิ่ง บางครั้งเหมือนปั่นผ่านเมืองร้างที่นอนกลางวันกันหมด
การเดินทางครั้งนี้พวกเราผ่านเมืองสำคัญๆ ของ อิตาลีตอนใต้ ได้แก่ Bari-Malfetta-Gravina-Metara-Palagiano-Toranto-Proto Cesareo-Gallipoli-Lecce-Oria-Ostuni-Martina Franca และ Putignano ใครชอบเส้นทางนี้ สามารถใช้แผนที่นำทางที่เราทำไว้ได้เลย
แผนที่นำทางอิตาลีตอนใต้ แอปพลิเคชัน Ride With GPS คลิ๊ก ที่นี่
(ใครยังไม่เคยใช้แอปพลิเคชัน ดาวโหลดฟรีใน Play Store และสามารถดูวิธีใช้ได้ที่บทความก่อนหน้า คลิ๊ก ที่นี่)


เตรียมการเดินทาง
นอกจากจะตรวจเช็คจักรยานและสำรวจวางแผนเส้นทางผ่านกลูเกิลแมปก่อนการเดินทางแล้ว ในระหว่างการเดินทางจำเป็นต้องตามพยากรณ์อากาศ มีช่วงหนึ่งที่เราต้องหยุดเดินทางหลายวัน เพราะทิมบอกว่าลมจะพัดแรงจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนขึ้นบกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มันรุนแรงมากพอที่เดินแล้วจะปลิว
การตามพยากรณ์อากาศจึงไม่ใช่แค่ชาวเรือที่ต้องรู้ตัวก่อนออกหาปลา ชาวจักรยานถ้าตกข่าวก็อาจสู่ขิตได้เหมือนกัน
การขอเชงเก้นวีซ่า
นอกจากเอกสารทั่วไปที่เขากำหนด เราได้แนบจดหมายเป็นภาษาอังกฤษชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถจองที่พักได้ตลอดการเดินทางในการปั่นระยะยาว เพราะอาจผจญปัญหาและอุปสรรคระหว่างทางที่ทำให้ไปไม่ทันจนต้องเลื่อนวันเข้าพักเป็นลูกระนาดไป แต่ก็มีเอกสารการจองที่พักในช่วงแรกๆ ประมาณสัปดาห์กว่า และเอกสารที่มีรายละเอียดว่าแต่ละวันอยู่เมืองหรือประเทศไหน พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
สัมภาระ
เราใช้จักรยานพับในการเดินทาง แต่ละคันมีน้ำหนักเกือบยี่สิบกิโลกรัม รวมกับถุงอุปกรณ์จักรยานโหลดใต้เครื่องบินเป็นสัมภาระแทนน้ำหนักกระเป๋า
เหลือน้ำหนักที่หิ้วขึ้นเครื่องได้อีกแค่คนละ 7 กก. เราต้องวางแผนหอบเสื้อผ้าไปน้อยสุด แต่รับมือสภาพอากาศต่างกันสุดขั้วของยุโรปทั้งหนาวจัด ฝนตก และแดดออก ช่วงปลายเดือน มี.ค.-พ.ค. 0-40 องศาเซลเซียส แน่นอนว่าทิมโยนของที่ไม่จำเป็นออกจากกระเป๋าฉันไปเยอะ
7 กก. ที่เหลือเลยมีแค่เสื้อกันหนาว เสื้อกันลมรวมฝน และกันยูวี อย่างละตัว เสื้อคอเต่าแขนยาว 2 ตัว เสื้อยืด 2 ตัว กางเกงลองจอนกันหนาว 2 ตัว กางเกงผ้าร่มไนล่อนซักแห้งไวของยูนิโค 3 ตัว ชั้นใน 3 ชุด หมวกไหมพรม ถุงมือจักรยาน หมวกกันแดด รองเท้าแตะ ถุงเท้าขนแกะและถุงเท้าบางอย่างละ 2 คู่ หมวกกันน๊อค กระบอกน้ำร้อน ของใช้ห้องน้ำ ผ้าปิดจมูกกันฝุ่น และไฟฉายคาดหัว
เสื้อผ้าซักตากในห้อง หลังซักเอามาใส่ผ้าเช็ดตัวแล้วบิดให้หมาด ถึงตอนเช้าก็แห้งพอที่จะใส่ แต่ถ้าถึงเมืองใหญ่มีเครื่องซักอบหยอดเหรียญประมาณ 8-9 ยูโร เป็นโอกาสดีได้ซักเสื้อกันหนาวให้ฟู
ของทั้งหมดจัดใส่กระเป๋า แล้วใช้เชือกรัดกระเป๋าเข้ากับแร็คจักรยาน แนะนำเป็นเชือกแบบดึงยืดรัดได้แน่นของ ROK Straps แพงหน่อยแต่ใช้ได้นานและปลอดภัยกว่าแบบหัวตะขอที่เราใช้เกาะรัดของท้ายมอเตอร์ไซค์ อันนั้นเวลาปลดออกชอบหลุดดีดจะตีหน้าบ่อยมาก


ที่หลับที่นอน
ในเมืองเล็กเราจองที่พักก่อนไปดีที่สุด เพราะบางครั้งต้องเมลล์ถามที่เก็บจักรยานกับโรงแรม ถ้าไม่มีรีวิวบอก
สำหรับที่พักที่คุณภาพดี มีห้องน้ำในตัว บางทีมีอาหารเช้าให้ และอาจจะมีหรือไม่มีที่เก็บจักรยาน มักเจอในราคาประมาณ 75-100 ยูโร (ช่วงยังไม่เข้าไฮซีซั่น) การใช้จักรยานพับดีตรงที่ถ้าไม่มีที่เก็บจักรยานในบางโรงแรมมักจะอนุญาตให้พับใส่ถุงเก็บไว้ในห้อง และสะดวกในการแบกขึ้นบันไดโดยเฉพาะในเมืองโบราณที่ตึกไม่มีลิฟท์

อาหารและน้ำดื่ม
สำหรับสายมังสวิรัตน์แบบเรา ตามร้านอาหารราคามักอยู่ที่ประมาณ 15 ยูโร ถ้าที่พักมีที่ปรุงอาหาร ราคาวัตถุดิบในซูเปอร์มาร์เก็ตค่อนข้างใกล้เคียงกับห้างในเมืองไทย
น้ำดื่มขวดเล็กราคา 1.5-2 ยูโร น้ำจากก๊อกน้ำประปาดื่มได้
สำหรับการปั่นจักรยานในแต่ละวันควรพกน้ำอย่างน้อย 2.5 ลิตร เพราะแต่ละเมืองอยู่ห่างกันมาก ช่วงเดือนที่เริ่มปั่นอากาศร้อน(ต้นเมษายน) กลางแดดจะร้อนแห้งแบบปลากระโดดมาตายขอบบ่อ ปากแห้งกระหายน้ำตลอดเวลา ในร่มจะเย็นด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างคนละขั้วกับกลางแดด






อิตาลีตอนใต้เป็นแหล่งน้ำมันมะกอกที่ขับเคี่ยวการผลิตมาตลอดหลายทศวรรษกับเบอร์หนึ่งของโลกในปัจจุบันอย่างสเปน (https://rankingroyals.com)
บันทึกการเดินทาง
เราไปรับจักรยานที่ประเทศออสเตรีย ก่อนเดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์ (บทความเที่ยวเมืองออสเตรีย คลิ๊กที่นี่)
จาก Switzerland ไปเมืองบารี (Bari), Italy
เราเดินทางไปบ้านป้ารหัสสมัยมหาวิทยาลัยที่เมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ที่สวิตเซอร์แลนด์อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นบ้าง แต่ยังหนาวอยู่สำหรับคนไทยอย่างฉัน เราอยู่ที่นี่กันสองสามวันก่อนออกเดินทางไปยังอิตาลีตอนใต้


ด้วยระยะทางจากเมืองบาเซิล สวิสเซอร์แลนด์ไปยังอิตาลีตอนใต้ค่อนข้างไกลมาก ต้องใช้เวลาเดินทางบนรถไฟเปลี่ยนขบวนหลายสถานี และแวะพักนอนเมือง Rimini อิตาลี แล้วค่อยเดินทางต่อ รวมใช้เวลาสองวันเพื่อไปถึงมหานครศูนย์กลางของอิตาลีตอนใต้ คือ “เมืองบารี” (ฺBari) แคว้นปุลยา

ความลำบากในการเดินทางไกลอยู่ที่การเปลี่ยนรถไฟหลายขบวนและไม่มีที่เก็บจักรยาน ไม่เหมือนรถไฟท้องถิ่นที่เข็นเข้าจอดในตู้ที่มีรูปจักรยานได้เลย
แม้เราจะพับจักรยานใส่ถุงหิ้วเป็นสัมภาระขึ้นรถไฟได้ทุกขบวนโดยไม่เสียเงิน แต่การมีสัมภาระแบกหนักร่วม 30 กก. บวกกับสถานีรถไฟในอิตาลีไม่บอกตำแหน่งจอดของแต่ละตู้ มันลำบากมาก เราต้องวิ่งแบกของเหมือนแบกโอ่งน้ำหนีไฟไหม้ให้ทันใน 5 นาที ช่วงหลังฉันแก้ปัญหาขึ้นตู้ที่เดินไหวไปก่อน แล้วค่อยลงรถมาขยับย้ายตู้ไปเรื่อยๆ หรือถ้าโชคดีหน่อยพอมีช่องว่างก็วางไปก่อนแล้วตอนจะลงค่อยกลับมาเอา
การมากับจักรยานต้องปฏิบัติกับมันประหนึ่งลากเรือประมงผ่านหาดทรายเพื่อไปลงน้ำทะเล ที่นี่จะไม่มีเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟรอช่วยเหลือถึงประตูรถไฟเหมือนบ้านเรา
ระหว่างทางอาจพบเจอคนที่มีน้ำใจคอยช่วยเหลือ แต่เราเองถ้ากล้าแบกอะไรออกมาจากบ้าน แสดงว่าต้องแข็งแกร่งพอ ผลการยกจักรยานและแบกสัมภาระเดินอย่างทุลักทุเล ถึงเมืองริมินีสภาพเหลือแค่กอดเคาเตอร์เพนนอน








เมืองริมินี (Rimini) อิตาลี
ช่วงต้นเดือนเมษายนอากาศที่นี่ยังเย็นแต่ก็ไม่มีหิมะปกคลุมบนภูเขาเหมือนฝั่งสวิสเซอร์แลนด์ แถวเมืองเก่าของริมินีเดินสบาย การปั่นจักรยานเป็นที่นิยม ถนนบางเส้นคนเดินต้องระวังเลนจักรยาน ถ้าข้ามถนนดูรถฝั่งเดียวไม่หันซ้ายขวาก็อาจชนได้ เพราะจักรยานเสียงเงียบ


เมืองริมินีเป็นเมืองโบราณที่รุ่งเรืองมากเมืองหนึ่งในสมัยโรมัน ก่อตั้งก่อนคริสต์ศักราช 268 ปี วุฒิสภาโรมันได้ส่งผู้ตั้งถิ่นฐาน 6,000 คน ไปก่อตั้งอาณานิคม ซึ่งตั้งชื่อตามแม่น้ำมาเรคเคีย (ในสมัยนั้นคือ อาริมินัส) เมืองตั้งอยู่ในยุทธศาสตร์สำคัญ กลายเป็นจุดตัดเส้นทางคมนาคมหลักจากทางเหนือ ภาคกลาง และคาบสมุทรทั้งหมด ด้วยถนนสายสำคัญ (เวีย ฟลามิเนีย, เวีย เอมิเลีย และเวีย โปปิเลีย) ช่วง 90 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาริมินัสได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโรมันที่มีอิสระในการบริหารหรือชุมชนปกครองตัวเอง (Roman municipium)
เมืองนี้มีจตุรัสขนาดใหญ่ โรงละคร สนามกีฬา สถานสำคัญที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันและมีชื่อเสียง เช่น ซุ้มประตูออกัสตัส สะพานไทบีเรียส ฯลฯ (ข้อมูลจากป้ายที่สะพานออกัสตัส)






เมืองบารี (Bari)
ออกจากเมืองริมินีมาถึงเมืองบารีด้วยรถไฟตั๋วราคา 83 Euro ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. ถึงเมืองบารี ข้อดีรถไฟความเร็วสูงใช้เวลาน้อยกว่ายี่ห้ออื่นถึงสองชม. แต่กว่าจะเอาจักรยานพับออกจากประตูรถไฟที่แสนแคบได้คือใช้หลายท่า แถมติดเป้ด้านหลังหันซ้ายขวาก็ไม่ได้ จะยกจักรยานยื่นไปข้างหน้าก็ไม่ได้อีก สุดท้ายบรรดาหนุ่มอิตาลีที่ออกันอยู่หน้าประตูทางเข้ามองเห็นความท้าทายอันสิ้นหวังก็เลยยื่นมือเข้ามาช่วย
ด้านนอกสถานีรถไฟสภาพท้องฟ้าอึมครึมมีเม็ดฝนลงปรอยๆ อุณหภูมิ 11 องศาเซลเซียส ความสวยยามนี้เป็นน้ำที่ไหลบนทางเดินหิน ขัดกับภาพการจราจรที่แสนติดขัดตั้งแต่หน้าสถานีไปจนถึงโรงแรม ดูเหมือนฝนตกรถติดเป็นของคู่กัน บนท้องถนนมีแต่เสียงแตรสนั่น ฉันปั่นตามทิมไปโรงแรม แต่จักรยานที่แค่ปรับพอขี่ได้บวกกับถุงหนักห้อยแฮนด์ข้างเดียว ทำให้ประคองรถยาก
ฉันพยายามปั่นตามคนนำทางให้ทัน ทิมพาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา มีทั้งทางวันเวย์ ลงเข็นบนฟุตบาท ฯลฯ คนนำต้องหูตาไวมากโดยเฉพาะป้ายจราจรและป้ายห้ามตามหัวมุมถนน กลูเกิลแมปช่วยไม่ได้ทั้งหมด เจอปิดซ่อมทางก็เยอะ
นอกจากฝนตกรถติดยังเจอจอดซ้อน ซ้อนชนิดที่สองเลนระหว่างตึกสูงซึ่งเดิมมันก็แคบอยู่แล้วเหลือแค่เลนเดียวให้บีบแตรไล่กัน คนที่นี่ใช้แตรอย่างสนุกสนานดูคุ้มค่ามาก ไม่รู้ตัวเองติดอะไรแต่ถ้าไปไม่ได้ก็บีบระบายอารมณ์ไปก่อน




เมืองบารีเป็นหนึ่งในมหานครของอิตาลีที่มีการคมนาคมสะดวกสบาย มีทั้งสนามบินนานาชาติ มีท่าเรือที่เดินทางไปกรีซได้ อีกทั้งยังมีปราสาท โบสถ์สำคัญหลายโบสถ์ และสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเลฝั่ง Adriatic Sea
ผู้คนเมืองนี้มีผิวหลายแบบ ทั้งผิวน้ำผึ้ง ผิวขาว และผิวสีที่เห็นมากกว่าเมืองอื่นๆ เพราะอิตาลีตอนใต้ใกล้แอฟริกา


สถานที่น่าสนใจของเมืองนี้ อาทิ
Basilica of Saint Nicholas

Basilica of Saint Nicholas เป็นโบสถ์ใหญ่ของเมืองบารี ห้องโถงใหญ่เพดานสูง ด้านข้างมีบันไดลงไปห้องโถงใต้ดิน เป็นที่เก็บศพของพระผู้ใหญ่เช่นเดียวกับโบสถ์อื่น แต่ทันทีที่รู้ว่าเป็นศพของใครน้ำตามันก็รื้นขึ้นมา เพราะคือ ซานตาคลอส
ท่ามกลางแสงสลัวที่มีเพียงตะเกียงไฟฟ้าหลายดวงบนเพดานห้อง พระธาตุของ Saint Nicholas ตำนานซานตาคลอส ฝังอยู่ด้านล่างของแท่นบูชาใหญ่ที่ทำจากหิน ด้านหน้าพระแท่นทำเป็นช่องประดับด้านในด้วยภาพโมเสกสีทองเรื่องราวของเซนต์นิโคลัส ผู้คนสวดบูชากันอย่างเงียบๆ บรรยากาศราวกับจากไปเพิ่งจะเกิดขึ้นได้ไม่นาน




แม้ยังเป็นข้อถกเถียงว่าแท้จริงหลุมศพของเซนต์นิโคลัสอยู่ที่ใด แต่พระธาตุที่ถูกนำออกจากตุรกีทางเรือมาที่เมืองบารีตั้งแต่ปี ค.ศ.1087 เป็นของชายชราที่มีอายุใกล้เคียงกับเซนต์นิโคลัสตามประวัติ
เกือบหนึ่งพันปีแล้วที่ศรัทธาผู้คนหลั่งไหลมาสักการะ เมืองบารีกลายเป็นพื้นที่รองรับผู้คนที่เคารพเซนต์นิโคลัส ทุกปีจะมีการจัดงานเทศกาลรำลึกเซนต์นิโคลัส (Sagra di San Nicola) ช่วงวันที่ 7-9 พฤษภาคม ซึ่งตอนขากลับมายังเมืองนี้หลังเสร็จทริปปั่นอิตาลีตอนใต้ ก็ได้เห็นบรรยากาศงานเทศกาลพอดี มีขบวนแห่ตามท้องถนน และจุดพลุตอนกลางวัน ถ้ากระแสลมในท้องทะเลไม่แรง ตามธรรมเนียมจะมีการแห่พระธาตุทางเรือ เสมือนในวันที่ท่านเดินทางมาถึงเมืองบารี






Cathedral of Saint Sabinus

ไฮไลท์จะอยู่ด้านล่างของโบสถ์เซนต์ซาบินุส เมืองบารี มีโครงสร้างยุคโบราณ หรือเรียกว่า Succorpo
ที่นี่เคยมีกองกระดูกมนุษย์แออัดอยู่เต็ม พอรื้อกองกระดูกออก ก็พบกับพื้นโมเสกที่มีภาพละเอียดงดงามสร้างในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 6


ภาพปลาหมึกยักษ์ปรากฏอยู่บนโมเสกโบราณเราไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก พอจะอนุมานได้ว่าเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่จับได้มาก เพราะเห็นขายปลาหมึกยักษ์ตามตลาดสดเยอะ รวมถึงอยู่ในเมนูของแต่ละร้านที่อิตาลีตอนใต้ แม้กระทั่งย่างขายเป็นตัวๆ ในเทศกาลรำลึกเซนต์นิโคลัส


พิพิธภัณฑ์โบราณคดี (Archaeological Museum of Santa Scolastica)
ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เก็บของน่าสนใจโดยเฉพาะภาชนะเครื่องปั้นดินเผา หมวกนักรบ ฯลฯ ของโบราณหลายอย่างในแคว้นปุลยา




ย่านร้านขายพาสต้าสด ถนนอาร์โก บาสโซ (Strada Arco Basso)
เมืองบารีมีย่านทำและขายพาสต้าสดที่มีเสน่ห์และมีชื่อเสียงบนตรอกเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กับปราสาท ชื่อถนนว่า Strada Arco Basso
คุณยาย หรือ nonnas จะพากันนั่งทำและขายอยู่ริมถนนหน้าบ้านตัวเอง บนโต๊ะไม้มีก้อนแป้งที่เตรียมไว้ก่อนตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้มีดกรีดพร้อมทั้งใช้นิ้วมือช่วยยืดออกจนได้แป้งเป็นแผ่นทรงโดม พาสต้าที่เกิดจากการกรีดแบบนี้ ด้านหนึ่งได้ผิวเรียบจากหน้าโต๊ะ ส่วนอีกด้านเป็นรอยแป้งแตกที่อุ้มน้ำซอสได้ดี ทำเสร็จก็จับใส่ตะแกรงตากให้แข็ง แล้วใส่ถุงขายเป็นกิโลฯ
พลาสต้าสดที่เขาทำนี้เรียกว่า ออเรคเคียตเต (Orecchiette) เป็นพลาสต้าที่มีชื่อเสียงของบารี อีกแบบที่เป็นเหมือนหอยเล็กๆ เรียก คาวะเทลี (Cavatelli) พลาสต้าสดใช้เวลาต้มไม่นาน อร่อยกว่าพลาสต้าในกล่องที่ขายตามซุปเปอร์มาก




ภาพบรรยากาศในเมืองบารี






เมื่อแรกมาถึงเมืองบารี เราพักที่ Murex B&B ย่านถนนทำพลาสต้าออเรคเคียตเต ที่พักมีห้องเก็บจักรยานให้ และสามารถเช่าที่ฝากจักรยานได้ด้วย




สำหรับตอนต่อไป เราจะออกเดินทางปั่นจักรยานจากเมืองบารี ไปยังเมือง Molfetta เพื่อไปให้ทันวันแห่พิธีกรรมโบราณของงานอีสเตอร์ที่เมืองนี้ โปรดรอติดตามชมได้ในตอนที่ 2