
7 Days: แผนที่นำทางจักรยานหุบเขาอิยะ เกาะชิโกกุ และเกาะตอนใต้ของทะเลในเซโตะ (ตอนที่ 1)
บทความโดย สุทธวรรณ บีเวอ
ทางสัญจรชนบทในหุบเขาอิยะคงใช้มาอย่างเนิ่นนาน เพราะมีรูปปั้นจิโซตามไหล่ทางที่คาดเดาอายุได้ยาก และแม้การเดินทางจะพาผ่านบ้านหลายหลังที่ถูกทิ้งร้างไปแล้ว แต่กลับมีเสน่ห์ชวนให้คิดถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่เคยเป็นมาตามเส้นทางสายนี้..
เราเริ่มต้นจากยอดเขาสึรุกิ ปั่นลงเขาไปตามร่องเขาและแม่น้ำของหุบเขาอิยะที่อยู่บนเกาะชิโกกุ และข้ามไปสำรวจหลายเกาะที่อยู่ในบางช่วงของเส้นทางจักรยาน Shimanami Kaido และ Tobishima Kaido สิ้นสุดการปั่นจักรยานที่เมืองคุเระ (Kure) จังหวัดฮิโรชิมา (Hiroshima)
แผนที่นำทางเส้นทางปั่นจักรยาน อยู่ใน Ride with GPS คลิ๊กได้ที่ Iya Valley to Tobishima Kaido จัดทำโดย ทิม บีเวอ (Tim Bewer)

ปล. หลังจากปั่นบนเกาะชิโกกุแล้ว เส้นทางจะพาปั่นผ่านเกาะอื่นๆ ได้แก่ เกาะ Oshima, Hakata, Omishima แล้วนั่งเรือต่อไปเกาะ Okamura ปั่นข้ามไปเกาะ Osakishimo หรือ Osakishimozima, Toyoshima, Kami-Kamagari, Shimokamagari และกลับสู่แผ่นดินใหญ่ ที่เมืองคุเระ จังหวัดฮิโรชิมา (Kure, Hiroshima) ระยะทางทั้งหมด 322 กิโลเมตร


วีซ่าเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่น
ผู้ถือพาสปอร์ตไทยเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น สามารถพำนักฟรีวีซ่าไม่เกิน 15 วัน โดยไม่ต้องยื่นล่วงหน้า
สิ่งที่เตรียมล่วงหน้า
- วางแผนเส้นทางและระยะทางในการปั่น
- ควรจองที่พักในการเดินทางล่วงหน้า เพราะเส้นทางนี้มีที่พักน้อย ร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารก็น้อย หมู่บ้านเล็กๆ อยู่ไกลกัน
- ดูพยากรณ์อากาศ เลี่ยงเดินทางช่วงพายุเข้าหรือช่วงที่หนาวจัด อุณหภูมิจะลดฮวบหลังตะวันตกดิน เดือนตุลาคมถือว่าเป็นช่วงที่มีฝนตกน้อยและอากาศยังไม่หนาวมาก ตอนเราเริ่มปั่นมีฝนตกต่อเนื่องสามถึงสี่วัน อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 10-30 องศาเซลเซียส ใบไม้ยังไม่เปลี่ยนสี และกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว (บนเขาหนาวเย็นมีหมอก พื้นที่ราบถ้ามีแดดอุณหภูมิจะร้อนใกล้เคียงกับบ้านเรา) ช่วงนี้เลยเป็นช่วงยอดนิยมในการปั่นจักรยานตามเกาะตอนใต้ ประเทศญี่ปุ่น
อุปกรณ์สำหรับการเดินทาง
ทริปนี้เรานำกระเป๋าหลักไปสามใบ ได้แก่
1. กระเป๋าใส่จักรยานบนเครื่องบิน มีล้อสำหรับลากในสนามบินและถอดเก็บได้ โหลดเป็นกระเป๋าใต้เครื่อง (ใบนี้ฝากเก็บไว้กับโรงแรม เพราะก่อนขึ้นเครื่องจะกลับมาพักที่เดิม)
2. ถุงสำหรับใส่จักรยานขึ้นรถไฟในญี่ปุ่น
3. กระเป๋าจักรยานใส่เสื้อผ้าและของใช้ นำติดตัวขึ้นเครื่องบินไม่เกิน 7 กิโลกรัม สำหรับสายการบินแอร์เอเชีย


สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทริปนี้ คือ
> ผ้าคลุมกระเป๋ากันฝน, เสื้อกันฝน กางเกงกันฝน(จากดีแคทลอน) ถุงมือกันฝนและให้ความอบอุ่น (ถุงมือยางกันน้ำ ด้านในบุใยผ้าให้อุ่น ถุงมือเกษตรญี่ปุ่นใช้ได้ดีมาก) ถุงกันน้ำใส่อุปกรณ์พาวเวอร์แบงค์ พาสปอร์ต เสื้อผ้า ฯลฯ
> ของใช้ทั่วไป เช่น แว่นตา ถุงมือจักรยาน เสื้อกันหนาว เสื้อกันยูวี กางเกงใส่สบายขายาว รองเท้าที่กันน้ำได้บ้าง ถุงเท้าธรรมดา ชั้นใน เสื้อยืด ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก หมวก หมวกกันน๊อค เป็นต้น
> ไฟฉาย แบบคาดหัว, ไฟท้ายรถจักรยาน และอุปกรณ์สะท้อนแสงรถจักรยาน ใช้ตอนผ่านอุโมงค์


> อุปกรณ์ซ่อมจักรยาน อาทิ ที่สูบลมเล็กๆ ชุดปะยางล้อ ถุงพลาสติกสำหรับใส่น้ำเช็คยางรั่ว และยางในสำรอง
> ขวดใส่น้ำ อุปกรณ์ใส่อาหารอุ่นได้ในไมโครเวฟ ช้อนส้อม และของใช้ส่วนตัว
> น้ำดื่ม สามารถดื่มน้ำประปาของโรงแรมได้ และ อาหารสำเร็จรูป ในบางมื้อบางวัน ที่พักมักมีกาน้ำร้อนให้ (เราอาจต้องวางแผนก่อนเดินทางว่า มื้อไหนจะไม่มีข้าวที่โรงแรมหรือระหว่างทางบ้าง)
> เงินสด แบงค์ย่อยใช้ในหมู่บ้าน เพราะหลายร้านไม่รับบัตร และเหรียญที่ใช้บ่อย คือ เหรียญ 100 เยน สำหรับหยอดตู้อัตโนมัติ
บันทึกการเดินทาง
เราเดินทางออกจากสนามบินดอนเมืองลงเครื่องที่สนามบิน Kansai International Airport จังหวัดโอซาก้า (Osaka) ภูมิภาคคันไซ (Kansai) ตอนหัวค่ำ นั่งรถไฟจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมืองโอซาก้าประมาณ 45 นาที ลงที่สถานี Shin-Osaka ค่ารถไฟ 2,870 เยน เข้าพักโรงแรม Remm Shin-Osaka ตั้งอยู่ภายในสถานีรถไฟ โรงแรมจะหาง่ายสุดจาก Central gate เดินตรงไปทางประตูสู่ North gate จะเห็นชื่อโรงแรมอยู่บนป้ายเหนือศรีษะ
เช้าวันรุ่งขึ้น เราซื้อตั๋วโอซาก้าเมโทร (Osaka Metro) 820 เยนเหมาวัน เพื่อท่องเที่ยวเมืองโอซาก้าและชอปปิ้งหาเสบียงจากร้านอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง เช่น ข้าวปรุงรสต่างๆ และได้อาหารพลังงานอย่างพวกธัญพืชอัดแท่งต่างๆ สำหรับตอนปั่น


ก่อนเดินทาง เราซื้อตั๋วออนไลน์ที่นั่งพร้อมที่สำหรับวางสัมภาระ JR-WEST ONLINE TRAIN RESERVATION เริ่มจากสถานี Shin-Osaka ไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี Okayama และจาก Okayama ไปสถานี Awa-Ikeda โดยจะได้รับโค๊ดเพื่อรับตั๋วกระดาษจากเครื่องที่สถานีรถไฟ ใช้บัตรที่ใช้จ่ายเงินนั้นเสียบช่องเพื่อยืนยันตัวตน


Day 1
ช่วงเช้าตรู่ เราออกเร็วประมาณหกโมงเช้าเพื่อเลี่ยงความวุ่นวาย จากโรงแรมสามารถเข็นจักรยานในสถานีของชิน-โอซาก้าได้ แต่ก่อนจะเข้าประตูแสกนตั๋วโดยสาร ต้องหาพื้นที่ว่างสำหรับพับจักรยานใส่ถุง แอดมินใช้วิธีคลุมจักรยานด้วยถุงแล้วเข็นเข้าไปเพราะหิ้วไม่ไหว เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ห้ามถ้าไม่มีอะไรยื่นออกมาเกะกะ แต่กว่าจะเข็นไปได้ต้องปรับถุงอยู่นาน เพราะล้อจักรยานกินถุง
แม้จะมีความยุ่งยากเรื่องการดูแลสัมภาระเกือบสามสิบกิโลกรัม เดินไกลในสถานี ในที่สุดเราก็พาตัวเองให้มายืนที่หน้าประตูรถไฟจนได้ (ถ้าปั่นเส้นทางจักรยานชิมะนะมิไคโด แนะนำให้เช่าจักรยาน รายละเอียดอยู่ในบทความ ปั่นตะลุยญี่ปุ่นฤดูใบไม้ผลิ: หมู่เกาะตอนใต้ จังหวัดฮิโรชิมะและจังหวัดเอฮิเมะ 3 คืน 4 วัน ตอนที่ 1)


จากเมืองโอกายามะบนแผ่นดินใหญ่ รถไฟข้ามน้ำทะเลด้วยสะพานเซโตโอฮาชิ (Seto Ohashi Bridge) ที่ยาวเหยียดสิบกว่ากิโลเมตร เพื่อไปยังเกาะชิโกกุ
ประมาณ 11.30 น. เรามาถึงสถานี Awa-Ikeda เมืองมิโยชิ (Miyoshi) จังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima) เป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก เงียบสงบ เราเดินชมเมืองเพื่อไปยังร้านอาหารที่อยากทาน แต่ปรากฏว่าไม่มีมังสวิรัตน์ และหลายร้านไม่เปิด ต้องย้อนกลับมาร้านแรกที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ
คุณป้ากับคุณลุง(เชฟ) เจ้าของร้านใจดีช่วยเลือกอาหาร เราได้เส้นอุด้งกับซุปน้ำใสแบบร้อนและเย็น ซุบร้อนเป็นซุปปลาไม่คาวใส่ต้นหอมมานิดๆ หอม อร่อยมาก ไม่เค็มเหมือนที่เคยทานตอนไปแถบโตเกียว ร้านนี้ลูกค้าทยอยเข้ามาเรื่อยๆ โต๊ะเต็มตลอด


ทิมนัดแท็กซี่ที่สถานีนี้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง เพื่อไปส่งที่พักชื่อ Laforet Tsurugisa บนภูเขาสึรุกิ (Mt. Tsurugi) อยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,450 เมตร เส้นทางไปยังที่พักเป็นถนนลอดตามทิวไม้ใหญ่ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ทางคดเคี้ยวตามซอกเขาที่มีแม่น้ำอยู่เบื้องล่าง เหยียบเบรกเป็นระยะเพื่อหลีกรถที่ขับสวนมาในเลนแคบๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงจุดหมาย ค่ารถประมาณสองหมื่นเยนและแท็กซี่รับเฉพาะเงินสด


Mt. Tsurugi
ภูเขาสึรุกิ คนนิยมมาเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ โรงแรมเราก็เป็นจุดเริ่มเส้นทางเดินป่าไปยังยอดเขา “มารุซาซายามะ” เรามาถึงที่พักบ่ายคล้อย เลยเดินชมป่าตามเส้นทางไม่ไกลมาก ป่าแห่งนี้ยังมีความชุ่มชื้น ใบไม้และลูกโอ๊คร่วงหล่นทับถมตามทาง หินเป็นแผ่นหลุดแตกออกมาง่าย บนพื้นข้างทางมองเห็นมอส เห็ด และพืชจิ๋วขึ้นคลุมหินและขอนไม้ที่กำลังผุพัง




ก่อนทานข้าว เราไปอาบน้ำในห้องน้ำรวมแยกชายหญิง ถอดชุดยูกาตะที่สวมมาจากห้องตัวเองใส่ตะกร้าไว้หน้าห้องอาบน้ำ แล้วเดินเข้าไปแบบไม่สวมเสื้อผ้า มีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ ไว้เช็ดหน้า หรือใช้จุ่มน้ำในกะละมังไว้ขัดตัว ในห้องอาบน้ำมีอ่างแช่น้ำร้อนมีวิวมองเห็นสวนเล็กๆ ใกล้กันผนังอีกฝั่งมีเก้าอี้พลาสติกเตี้ยๆ เรียงเป็นแถวพร้อมครีมอาบน้ำสระผม จะใช้นั่งอาบหรือยืนอาบจากฝักบัวจนสะอาดก่อนลงแช่
ตอนลงแช่ต้องค่อยๆ ย่อนขาลงน้ำเพราะร้อนจัด แต่ปรับตัวซักพักก็สบาย แช่ได้แค่สิบกว่านาทีก็ต้องขึ้นเพราะกลัวหน้ามืด เคยแช่แบบนี้ครั้งที่แล้วพอขึ้นมาอาบน้ำเย็นทันทีเพราะคิดว่าจะทำให้สดชื่น กลายเป็นปวดหัวถึงสองวัน ดังนั้นหลังขึ้นจากน้ำร้อนก็ต้องนั่งพักให้ร่างกายปรับตัว แล้วค่อยล้างตัวด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง ค่อยออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเป่าผม
ที่พักคืนนี้มีชาบูร้อนๆ ให้ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทาง(เป็นมังสวิรัตน์แจ้งตอนจอง และย้ำอีกทีตอนเช็คอินด้วยนะ) น้ำซุปมีส่วนผสมปลาเป็นน้ำใส แซบพอๆ กับร้านอุด้งเมื่อตอนเที่ยง อากาศหลังพระอาทิตย์ตกอยู่ที่ประมาณสิบกว่าองศา


วันแรกของการปั่น
ฝนเม็ดใหญ่โปรยปรายอย่างยาวนาน เริ่มซาลงก็ตอนเกือบสิบโมงเช้า เกินเวลาที่คิดว่าจะเริ่มเดินทางไปหลายชั่วโมง จักรยานที่เพิ่งออกจากถุงยังต้องตรวจเช็คกลางสายฝนเป็นระยะ


การปั่นลงเขาในวันฝนตกไม่ได้สบายนัก ถนนและใบไม้ลื่น ต้องบังคับกำเบรกเป็นระยะเพื่อไม่ให้ไหลลงเร็วเกินไป แต่ด้วยความที่ยังพะวงกับรถ ก็นึกได้ว่ายังไม่ได้เปิดกระจกมองหลัง ก็เลยเอื้อมมือซ้ายไปปรับกระจกฝั่งขวา จู่ๆ รถจักรยานก็ส่ายคุมไม่อยู่ สติบอกถ้าเบรกแรง รถล้มแน่ ทำได้แค่เอาเท้าครูด..ดด ไปกับพื้นถนน มองเห็นด้านหน้าเป็นผาหิน ในหัวมีแต่ชนแน่ๆ แต่แล้วรถก็หยุดเหมือนมีใครจับไว้ มองดูเหลือไม่ถึงคืบก็จะชน
ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ประมาทอีก คิดเป็นธรรมะได้ว่าจะหลงเพลิดเพลินกับโลกตรงหน้ามากก็ไม่ได้ ป่าหมอกฝนแสนงดงามพาให้ไม่น่าเชื่อว่า มันสูงขนาดที่ทำให้วันแรกเป็นการลงเขาอย่างเดียว!


ในเส้นทางวันนี้มีสิ่งที่น่าสนใจ อาทิ
สะพานเถาวัลย์คู่โอคุ-อิยะ (Oku-Iya double vine bridges)
ข้อมูลจากป้ายสถานที่กล่าวว่า ครั้งหนึ่งเคยมีสะพานเถาวัลย์ 13 แห่งในเขตอิยะ สะพานเหล่านี้เป็นเส้นทางสำคัญที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวอิยะ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ที่เซ็นโทคุ หมู่บ้านนิชิ-อิยะยามามุระ และอีกแห่งคือสะพานแห่งนี้ เชื่อว่าสร้างขึ้นประมาณ 800 ปีก่อน โดยตระกูลเฮเกะที่หนีเข้ามาในหุบเขาห่างไกลหลังจากพ่ายแพ้การต่อสู้ในยุทธการชิโดะโนะอุระในจังหวัดคากาวะ(ปัจจุบัน) เคยใช้เป็นเส้นทางสัญจรสำหรับขี่ม้าและฝึกม้าบนภูเขาสึรุกิ และเป็นเส้นทางคนตัดไม้ นายพราน ฯลฯ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการดูแลซ่อมแซมสะพานเสมอ






หมู่บ้านนาโกโระ (Nagoro Scarecrow Village)
เวลาประมาณเที่ยงกว่า เรามาถึง หมู่บ้านนาโกโระ หรือหมู่บ้านหุ่นไล่กา (Kakashi no Sato คำว่า Kakashi แปลว่า หุ่นไล่กา และ no Sato แห่งชุมชน) หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่สนใจของนักเดินทางเป็นพิเศษ ด้วยความที่เกือบร้างผู้คน (สิบปีก่อนว่ามีอยู่สามสิบคน) ตอนไปถึงก็ไม่เห็นใครนอกจากนักท่องเที่ยวสามสี่คน ไม่มีแม้กระทั่งร้านข้าวหรือร้านขายของ มีแต่หุ่นเกือบสามสี่ร้อยตัวรอต้อนรับด้วยใบหน้าจิ้มลิ้ม


แต่ก็นั่นแหล่ะ ของแบบนี้มักมีคนหลอน แต่แท้จริงแล้วแม้ในยามฝนตก อากาศขมุกขมัว กลับรู้สึกอบอุ่นมากกว่าน่ากลัว หุ่นที่คุณอายาโนะ (Tsukimi Ayano) ทำขึ้นหน้าตาน่ารักน่ากอด ใบหน้าอูมๆ โค้งเว้าทำให้คิดถึงตุ๊กตาหุ่นมือสมัยเป็นเด็ก คุณอายาโนะเริ่มตัวแรกใส่ชุดเหมือนพ่อไปเป็นหุ่นไล่กาไล่นกอยู่กลางทุ่งนา ดูเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความเหงาร้างผู้คนของหมู่บ้านหายไป


หากใครได้เห็นตุ๊กตาหุ่นไล่กาที่มีอยู่ทุกอิริยาบถไม่ว่านั่งนอนยืน ก็จะรู้ว่าเป็นงานฝีมือทำด้วยใจอย่างละเอียด การจัดแขนขาท่าทางต่างๆ ดูมีชีวิตชีวาและมีความสุข เหมือนที่คุณอายาโนะตั้งใจไว้ให้เป็นตัวแทนของผู้คนในหมู่บ้านที่เคยอยู่อาศัยและมีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน แม้ต่างคนจะล้มหายตายจากหรืออพยพโยกย้ายไปแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในสถานที่แห่งนี้เสมอ


ออกเดินทางกันต่อ และหวังว่าจะมีร้านอาหารเปิด แต่ตลอดทางก็มีบ้านเรือนไม่มาก ไม่เห็นร้านค้า มีแต่บ้านที่ปิดประตูหน้าต่างสนิท อาหารมื้อกลางวันเลยเป็นบาร์ผลไม้ให้พลังงานแทน


ระยะทางอีกสิบกว่ากิโลเมตรจะถึงโรงแรม ตะวันคงคล้อย เพราะแสงเริ่มน้อย ฝนที่ตกทั้งวันทำให้อุณหภูมิลดลงเร็ว อากาศเย็นเริ่มไหลเข้าถุงมือ ในรองเท้าเต็มไปด้วยน้ำที่มาจากกางเกงกันฝน ซึ่งตอนนี้มันกลายสภาพเป็นถุงน้ำเย็นไปแล้ว


มาถึงที่พักประมาณสี่โมงเย็น เป็นเรียวกังไม้สามชั้นชื่อ Iya Kanko Ryokan มีที่เก็บจักรยานในบ้านตรงข้าม คุณยายเจ้าของที่ดูอายุมากกว่าเก้าสิบออกมาต้อนรับ คุณยายอธิบายเวลาการให้บริการของโรงแรม จากนั้นเราก็ไต่ตามคุณยายขึ้นบันไดปูพรมที่ชันและแคบไปยังชั้น 3
ห้องนอนที่นี่เรียบง่ายและสงบ มีอาหารเย็น อาหารเช้า มีเครื่องซักผ้า เราซื้อน้ำยาซักผ้าจากโรงแรม ซักเครื่องเองแล้วก็เอามาตากในห้อง ส่วนห้องน้ำเป็นห้องรวมแยกชายหญิง ห้องอาบน้ำเข้าได้ทีละคน อาบเสร็จก็ได้เวลาทานอาหารเย็นพอดี




สรุปทางวันแรก ใช้หมายเลขเส้นทาง 439 เป็นส่วนใหญ่ ลงเขาแทบตลอดทาง ถนนมีทั้งกว้างและแคบ ตลอดวันแทบไม่เห็นรถผ่าน ระหว่างทางเจออุโมงค์ลอดใต้ภูเขาระยะทางไม่ไกลนัก และมีทางเลี่ยงชมป่าถ้าไม่ต้องการเข้าอุโมงค์


Day 2
เราออกจากที่พักประมาณ 9 โมงเช้า สภาพฝนตกปรอยๆ แต่ปั่นไหว ภูเขาเป็นทะเลหมอก เราลัดเลาะตามไหล่เขาและริมแม่น้ำเช่นเคย เส้นทางนี้มีโอกาสอยู่บนถนนใหญ่สองเลน ที่บางช่วงแทบไม่มีไหล่ทาง สภาพผิวจราจรค่อนข้างลื่นเวลาเดินจูงจักรยานขึ้นเขา




ตอนเที่ยงฝนตกหนักกว่าเดิม แต่เราก็หลบฝนทันที่เมืองมิโยชิ จังหวัดทากุชิมะ ร้านอาหารที่มีไม่กี่ร้านต่างก็ปิดหมด โชคดีมีร้านขายของเลยซื้ออาหารสำเร็จที่อยู่ในตู้แช่ แล้วไปนั่งทานอยู่ที่สถานีรถไฟใกล้กัน
เมืองมิโยชิเป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมา เห็นชาวต่างชาติมารอขึ้นรถไฟต่อรถเมย์อยู่หลายคน






พอเราลงมาที่ราบก็เริ่มเห็นหมู่บ้านกับนาข้าวเล็กๆ ที่ปลูกใกล้บ้าน ข้าวยืนต้นตรงสวยงามเป็นระเบียบและมีรวงรอการเก็บเกี่ยว
สิ่งที่น่าแปลกคือ การมีรั้วไฟฟ้ารอบนาข้าว และไม่ใช่แค่ข้าวเท่านั้น แปลงผักเล็กๆ หลายแปลงก็ล้อมรั้วไฟฟ้าเช่นกัน ครั้งแรกคิดว่ากันขโมย แต่ดูจากการที่มีบ้านไม่กี่หลังคาเรือนแล้ว น่าจะเป็นสัตว์มากกว่าที่ลงมาถล่มนาข้าวและแปลงผัก








ที่พักคืนนี้ชื่อ Midorinotokeidai จังหวัดโคชิ (Kochi) ด้านนอกคงสภาพเดิมรักษาประวัติศาสตร์ สถานที่ซึ่งเดิมเคยเป็นโรงเรียนประถมยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้านในรีโนเวทแล้วน่าอยู่มาก
เราได้ห้องพักเป็นห้องเรียนทั้งห้อง เสื่อทาทามิเดินนุ่ม นอนสบาย ห้องอากาศดีไม่ได้เปิดฮีตเตอร์หรือแอร์เลย ทางเดินด้านนอกมีโซนห้องน้ำรวมแยกชายหญิง ห้องอาบน้ำอาบทีละคน มีเครื่องซักผ้า(ค่าบริการถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 200 เยน และมีผงซักฟอกขาย)


ที่นี่ไม่มีอาหารบริการ แต่มีห้องครัวให้ใช้ สามารถนำอาหารมาประกอบเอง ส่วนน้ำดื่มจากก๊อกประปาในห้องครัว และมีห้องนั่งทานข้าวเฉพาะ



สรุปปั่นวันที่ 2
ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร สถานการณ์เจอหมอกหนา ฝนลงเป็นเม็ดใหญ่กว่าเมื่อวาน เส้นทางอยู่ในถนนใหญ่บางครั้ง แม้รถมีไม่มากแต่ก็ไหลมาเรื่อยๆ มีเข็นรถจักรยานขึ้นเขาในเส้นทางประมาณครึ่งชั่วโมง
จบตอนที่ 1.
……..
โปรดติดตาม ตอนที่ 2 (อยู่ระหว่างจัดทำ)