
แจกแผนที่นำทางจักรยานชายหาดภาคใต้: กรุงเทพฯ สู่ สงขลา 1,348 กิโลเมตร (Ride With GPS: Bangkok to Hat Yat) Part 1
โดย สุทธวรรณ บีเวอ
“เราจะปั่นจากกรุงเทพฯ ไปภาคใต้แบบเลียบชายทะเลได้ไหม? ”
ได้จ้า เรามีแผนที่นำทางให้ด้วยนะ!
ปล. พิเศษสำหรับเส้นทางนี้ ถ้าปั่นไม่ไหวยกจักรยานขึ้นรถไฟได้ ดังนั้นใครจะเริ่มหรือหยุดแถวไหนสามารถวางแผนการเดินทางเชื่อมโยงเส้นทางได้เลย
พวกเราได้บันทึกเส้นทางจักรยานจากกรุงเทพฯ ถึงสงขลา ชายทะเลฝั่งตะวันออกอ่าวไทย ผ่านแอปพลิเคชัน Ride With GPS: Bike Navigation (สามารถดาวน์โหลดฟรีผ่าน google play) ถ้าใช้แอปจะสามารถรู้ตำแหน่งตัวเองในแผนที่
แผนที่นี้ผ่านการสำรวจเปรียบเทียบเส้นทางโดย Tim Bewer ซึ่งได้ปั่นดูสภาพถนนและคัดเลือกหนทางที่สะดวกและมีโอกาสผ่านสิ่งที่น่าสนใจ ผู้เขียนคิดว่าเพื่อให้ได้ทางดีที่สุด ทิมน่าจะปั่นเกิน 1,348 กม. ไปอีกหลายสิบกิโลเมตรเลยทีเดียว
แผนที่การปั่นจักรยานลงภาคใต้กทม.ไปสงขลาตามนี้ โปรด คลิ๊กที่นี่ (Bangkok to Hat Yai Bike route)



รีวิวเส้นทางโดยสังเขป
เส้นทางภาคใต้เลียบชายทะเล ปั่นไม่ยาก มีเข็นจักรยานขึ้นเขานิดหน่อยที่อำเภอขนอม นครศรีธรรมราช ผู้ที่เข่ายังดีสามารถไปเส้นทางนี้ได้ ถ้าเด็กเล็กผู้ปกครองอาจต้องพิจารณาเพราะอยู่บนถนนใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้ราวสิบกว่ากิโลเมตร(รายละเอียดอยู่ในบทความ)
สภาพอากาศ
เราปั่นเดือนมกราคม-ต้นกุมภาพันธ์ แทบไม่มีฝนที่ภาคใต้แล้ว เว้นแต่มีบางช่วงที่เราสู้กับลมแรงและแดดจัดจนเป็นไข้ต้องหยุดพักถึงสามสี่วัน เส้นทางอื่นปั่นมาสามสี่ปีเราไม่เคยเป็นไข้ระหว่างเดินทาง ภาคใต้สมบุกสมบันเรื่องภูมิอากาศ แต่ถ้าวันไหนได้ปั่นตามสวนก็จะเย็นสบาย เพราะมีร่มต้นไม้และลมตลอดทาง


สำหรับปัญหาหมอกควัน เลยประจวบคีรีขันธ์ลงไปแล้วแทบไม่มีปัญหานี้ นอกจากได้กลิ่นเผากะลาทำถ่านเป็นบางจุด
ทิศที่ควรปั่นไปในช่วงนี้คือ กรุงเทพฯ ลงไปภาคใต้ ถ้าเลือกปั่นทวนลมจากใต้ขึ้นมากรุงเทพฯ จะสู้ชีวิตมาก


สภาพทาง
- เส้นทางที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นถนนเล็กๆ ผ่านสวนปาล์ม สวนมะพร้าว สวนยาง ฟาร์มสัตว์น้ำ มีโอกาสเห็นวิถีชีวิตผู้คนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการทำกะปิ ตากปลาแห้ง ต้มหอยเลี้ยงกุ้ง ฯลฯ บางครั้งปั่นเลียบชายทะเลฟ้าใส หาดยาว
- ในแผนที่นี้มีบางช่วงที่ต้องปั่นขึ้นถนนใหญ่ แต่ยังพอมีไหล่ทางกว้างหรือมีเลนจักรยาน ค่อนข้างดีกว่าหลายภาค
- มีช่วงสั้นๆ ที่ระวังคือ ถนนหน้าอุทยานแห่งชาติหาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากถนนเลียบชายหาดเป็นทางตัน ทำให้ต้องปั่นบนไหล่ทางถนนใหญ่ที่มีรถเยอะและขับเร็ว ประมาณสิบกว่ากิโลเมตร




อาหารการกิน
อาหารท้องถิ่นภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ ไม่ปลา ก็กุ้งไก่หมูเนื้อ ถ้าไปร้านข้าวราดแกงอาหารใต้สำหรับสายมังสวิรัตน์ที่ปรุงอะไรก็ได้ยกเว้นเนื้อสัตว์ก็ยังไม่ค่อยมีของกิน นอกจากโชคดีเจอร้านที่มีใบเหลียงผัดไข่ แต่ก็ยังมีร้านอาหารตามสั่งและร้านก๋วยเตี๋ยวที่หาได้ไม่ลำบาก ยกเว้นควรพกของกินไปด้วยในวันที่จะต้องปั่นผ่านสวนต่างๆ เพราะร้านค้าน้อยมาก
ข้อแนะนำก่อนการเดินทาง
- ศึกษาเส้นทาง วางแผนที่พักและจุดท่องเที่ยว
- ดื่มน้ำอย่างพอเพียง ควรสำรองน้ำอย่างน้อยสองลิตร เพราะถ้าเข้าเขตสวนแล้วร้านอยู่ห่างกันมาก
- เส้นทางผ่านสวนมะพร้าว ปาล์ม ยางพารา มองลอดซอดทุกวิว ผู้หญิงเข้าห้องน้ำหาที่บังยากเล็กน้อย แต่ก็จะได้มุมในที่สุด ภาคใต้ชุมชนอยู่ห่างๆ กัน เลยไม่ค่อยเจอวัดที่พอจะอาศัยเข้าห้องน้ำได้ ไม่เหมือนทางอีสาน เหนือ หรือภาคกลาง ที่มีวัดอยู่ทุกหมู่บ้านติดๆ กัน
- ถ้าได้ปั่นออกแดดจะเกรียมมาก ครีมกันแดด SPF สูงๆ หมวก ถุงมือจักรยาน และเสื้อกันยูวี เป็นสิ่งจำเป็น
- พกชุดปฐมพยาบาลและอุปกรณ์ซ่อมจักรยานฉุกเฉิน เช่น ยางในสำรอง ชุดปะยาง กระดาษทรายขัดยาง ที่สูบลมขนาดเล็ก ถุงพลาสติกสำหรับใส่น้ำเช็คจุดลมรั่ว ฯลฯ เรียนการปะยางก่อนเดินทางเป็นสิ่งจำเป็น
- หากใช้รถไฟร่วมในการเดินทาง ควรโทรสอบถามกับเจ้าหน้าที่สถานีที่จะไปขึ้นล่วงหน้า เพราะรถไฟภาคใต้บางขบวนเอาจักรยานขึ้นเดินทางพร้อมเจ้าของไม่ได้ ต้องทำเรื่องฝากไปกับขบวนที่มีตู้สัมภาระ
ปั่นถึงปลายทางใช้เวลาเท่าไหร่
ถ้าปั่นเนิบๆ เหมือนไปตลาด สามารถปั่นได้ 50-60 กิโลเมตรต่อวันในแบบไม่เหนื่อยมาก(ปั่นเช้าถึงบ่ายแก่ๆ) หากปั่นแบบนี้ทุกวันไม่ติดเรื่องอะไร ก็อาจใช้เวลาประมาณยี่สิบกว่าวันถึงเมืองสงขลา
ส่วนทริปนี้ผู้เขียนแวะเที่ยวไปด้วยและหยุดพักขาสามสี่วันเพราะไข้หวัด เราใช้เวลาประมาณเดือนครึ่งมาถึงจุดหมายช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์พอดี
ที่พัก
มีโฮมสเตย์และโรงแรมขนาดเล็กใหญ่ค่อนข้างเยอะแต่ราคาริมทะเลค่อนข้างแพง ที่พักที่สบาย สวยงาม และมีห้องน้ำในตัวมักพบในราคาระดับพันบาท บางโฮมสเตย์รวมอาหารทะเลคิดเป็นหัวอยู่ที่ประมาณพันสี่ร้อยบาท ถ้าทานมังสวิรัตน์ก็ดูจะไม่คุ้มเท่าไหร่ ใครจะมาปั่นเส้นริมทะเลอาจต้องสำรวจที่พักก่อนเดินทาง จะช่วยประหยัดเงินได้มาก
ผู้เขียนลงตัวอย่างที่พักหลักร้อยที่น่าสนใจไว้ในภาพด้านล่าง เป็นที่พักที่ประทับใจ มีที่จอดจักรยาน ส่วนจุดกางเต็นท์ไม่ได้สำรวจ แต่ถ้าจะกางเต็นท์ริมทะเลก็อาจจะต้องดูลาดเลา เพราะหาดส่วนใหญ่เปลี่ยวมาก หลายแห่งกลายสภาพเป็นทุ่งขยะปลิวตามลมทะเล(ถ้าไม่ใช่หาดท่องเที่ยว) มีเศษแก้ว มีแม้กระทั่งอะไรที่บาดเท้าง่ายๆ เช่น ใบมีด




บันทึกการเดินทางและสิ่งที่น่าสนใจระหว่างทาง
ขอนแก่น ไป กรุงเทพมหานคร
เราออกจากขอนแก่นโดยใช้รถไฟขบวนด่วนพิเศษสีชมพูไปถึงกรุงเทพฯ ประมาณตีห้ากว่าๆ แล้วไปรอรับรถจักรยานที่ฝากไปกับขบวนรถเร็วที่มีตู้สัมภาระที่ศูนย์รับส่งสินค้าด่วนฯ ซึ่งอยู่หน้าศาลเยาวชนและครอบครัวตอน 8.30 น. (ห้องสัมภาระที่ขอนแก่นปิดรับจักรยานตอนห้าโมงเย็น)

ออกจากจุดรับรถจักรยาน เราเรียกใช้บริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชัน Lalamove ขนจักรยานไปเช็คสภาพก่อนเดินทางไกลที่ร้าน Bok Bok Bike ของพี่หมา และ Greenhorn Bicycle Project ของน้องปุ่น


คืนนี้เราพักที่ Uncle loy’s boutique house ฝั่งธนบุรี มีบริเวณเก็บจักรยานได้ปลอดภัย แถวนี้เป็นท่าเรือ ย่านตลาดร้านค้าคึกคักใกล้ศิริราช มีร้านอาหารอร่อยอย่างเช่น ฉ่อยเป็ดย่าง และร้านมังสวิรัตน์ชื่อ วีแกนมหานคร


จากฝั่งธนบุรี ไป เมืองนครปฐม
ส่งทิมปั่นจักรยานออกตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะการเดินทางครั้งนี้ผู้เขียนจำเป็นต้องใช้รถไฟไปจนถึงประจวบฯ ไปก่อน เนื่องจากเพิ่งเอาผ่าตัดมดลูกออก หมอในเว็ปแพทย์ฝรั่งเขียนว่าอีกสามเดือนหลังผ่ามดลูกถึงสามารถปั่นได้ แต่ก่อนออกปั่นจริงก็ต้องกลับมาเช็คก่อนออกเดินทางอีกรอบ แม้หมอบ้านเรายังไม่อยากให้ทำกิจกรรมหนัก แต่ก็ให้ความหวังว่าถ้ามีเลือดออกก็ค่อยกลับมาหาหมอใหม่แล้วกัน
ถึงเมืองนครปฐม เราได้มากราบ พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ขอพรเป็นสิริมงคลในการเดินทาง
พระปฐมเจดีย์ สันนิษฐานจากลักษณะดั้งเดิมก่อนถูกสร้างครอบ มีความคล้ายสถูปสาญจีตามอินเดียสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
บรรยากาศบริเวณพระปฐมเจดีย์เงียบสงบ ลมพัดเย็นสบาย มีต้นไม้ใหญ่ปลูกมาตั้งแต่ ร.5 ในบริเวณรอบๆ มีการถวายสังฆทานหลายจุด ด้านในเห็นผู้คนพากันเดินเวียนเทียนรอบพระเจดีย์


ด้านหน้าพระปฐมเจดีย์คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐมนับว่าเป็นแหล่งที่มีการค้นพบธรรมจักรมากที่สุดของไทยถึง 30 กว่าวง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นเมืองศูนย์กลางการเผยแพร่พุทธศาสนาที่สำคัญในดินแดนสุวรรณภูมิช่วงวัฒนธรรมทวารวดี


คืนนี้เราพักใกล้กับพระราชวังสนามจันทร์ชื่อ บ้านจำปา เรสซิเดนซ์ โทรจองชั้นล่าง เพื่อสามารถจอดจักรยานไว้ด้านหน้าห้อง
บริเวณนี้มีร้านอาหารน่าสนใจอย่าง ร้านเสน่ห์จันทน์ นอกจากมีอาหารภาคกลาง ที่นี่ยังทำขนมแบบไทยโบราณ เป็นร้านของลูกหลานพระยาจันทรภูมิพิทักษ์ อดีตเจ้ากรมรักษาพระราชวังสนามจันทร์ ตัวอาคารสร้างแบบอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6


เมืองนครปฐม ไป นครชุมน์ ราชบุรี
เราเดินทางมาถึง ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ใกล้กับชุมชนชาวมอญที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ชุมชนแห่งนี้ผู้คนอพยพจากพม่าตามพระมหาเถรคันฉ่องเชื้อสายมอญ มาตั้งถิ่นฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีวัดม่วงเป็นวัดประจำหมู่บ้าน
สองฝั่งแม่น้ำแม่กลองยังดูเป็นธรรมชาติ มีต้นไม้เขียวครึ้มขึ้นปกคลุมตลอดริมฝั่ง บรรยากาศบ้านเรือนผู้คนเงียบสงบ ผู้คนต่างรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมมอญ มีภาษามอญ และตัวเขียนดังปรากฏในใบลาน มีศิลปะสำคัญที่มองเห็นชัด เช่น เจดีย์มอญ


คืนนี้เราพักที่ ดิ แอนทีค รีเวอร์ไซด์ ติดลำน้ำแม่กลอง ห้องพักไม่แพง และมีร้านอาหารริมน้ำบรรยากาศดีมาก


ผู้เขียนได้ข้อมูลมาว่า บริเวณนี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสะพานข้ามไปหมู่บ้านมอญ ด้านล่างแม่น้ำมีหลุมหินที่เหลือจากการดูดทราย พอค้นหาข้อมูลก็พบว่านครชุมน์เคยมีการทำสัมปทานดูดทรายใต้แม่น้ำจนทำชายหาดหายไป มองเห็นผิวน้ำดูไหลเอื่อยๆ เลยไม่รู้ว่าด้านล่างไหลเชี่ยวเซาะร่องหิน
ปัจจุบันเรือดูดทรายเห็นมีอยู่มากตามแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อคราวที่ผู้เขียนปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปนครสวรรค์ ริมฝั่งมีจุดลงทราย เขาเททรายลงเรือโป๊ะลำใหญ่ๆ แล้วใช้เรือโยงลากเรือโป๊ะลงมาตามแม่น้ำผ่าน อยุธยา เกาะเกร็ด นนทบุรี ไปกรุงเทพฯ


นครชุมน์ ถึง ตำบลบางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ผู้เขียนใช้รถไฟลงที่สถานีเจ็ดเสมียน ส่วนทิมปั่นตามมาถึงจุดพักตอนเย็น คืนนี้เราพักที่ Normal Cafe and Stay เป็นร้านกาแฟมีเค้กและอาหาร ด้านล่างเป็นห้องพักมองเห็นริมน้ำ เก็บจักรยานหน้าห้องได้ ที่พักมีอาหารเช้า และมีร้านรับซักผ้าอยู่ไม่ไกล


เข้าตัวเมืองราชบุรี
วันถัดมาเราเข้าตัวเมืองราชบุรี เช็คอินที่ ฮ๊อป อินน์ ราชบุรี ที่นี่ไม่มีที่จอดจักรยาน เลยไปจอดแอบพิงด้านหลังตึก ก่อนวันเช็คเอาท์มีปัญหากับกลุ่มคนเมาที่เสียงดังทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน หลังออกเดินทางทิมปั่นไปได้ไม่เท่าไหร่ โทรกลับมาว่าชุดเบรกหน้าจักรยานหาย ไม่แน่ใจว่าหลุดเองหรือโดนถอด สุดท้ายขอดูกล้องวงจรปิดโรงแรม ผ่านไปเกือบปียังไม่ได้ข่าว
ตอนเช้าเราไปทำบุญที่ วัดมหาธาตุวรวิหาร โบราณสถานสำคัญของราชบุรี สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์คือการสร้างพระพุทธรูปปางค์มารวิชัยคู่เป็นพระธานในวิหารแต่ละหลังนั่งหันหลังชนกัน และมีพระปรางค์ศิลปะขอม


มาราชบุรีห้ามพลาด มุมลับเขางู ไปตอนเช้าตรู่จะเห็นแสงที่ตกกระทบหินและน้ำ ทำให้มุมลับแห่งนี้มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ที่นี่เราเรียกแกร็บไป

จากมุมลับ เราเดินตามถนนเล็กๆ ของชุมชนไปยัง ถ้ำฤษีเขางู
ถ้ำฤษีเขางูปากถ้ำเดินขึ้นบันไดไปไม่ไกล เป็นถ้ำไม่ลึก ผนังถ้ำด้านในมีการแกะสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้า สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะสมัยทวารวดี


ด้านหน้าถ้ำฤษีเขางู เราจะเจอฝูงลิงอยู่ตามทาง เส้นทางด้านในจะพาเดินคดเคี้ยวเลาะไปตามถนนที่มีลิงเป็นจำนวนมาก มีคนขายอาหารเลี้ยงลิงอยู่เป็นระยะ เส้นทางนี้ผ่านจุดชมวิวพาโนรามามุมสูงของบึงน้ำ อุทยานหินเขางู




เรากลับเข้าเมืองด้วยรถสามล้อเครื่อง เพราะเรียกแกร็บแล้วไม่มีใครรับ ต้องไปถามหารถสาธารณะจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ดูเหมือนจะมีแค่สามล้อเครื่องคันเดียว ทำเอาขากลับหวุดหวิดจะไม่มีรถกลับเข้าเมือง
เที่ยงนี้เราทานอาหารอยู่ในตึกโรงเจจีนโบราณ สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 และถูกทิ้งร้าง ปัจจุบันได้รับการซ่อมแซมจนกลายมาเป็นร้านอาหารและกาแฟที่มีเสน่ห์ของเมืองราชบุรี ชื่อ ร้านเซ็ง เต็ก ตึ้ง


ราชบุรีมีสินค้ามีชื่อเสียงเป็น เครื่องปั้นดินเผา ร้านเครื่องปั้นดินเผาที่น่าสนใจเปิดให้เยี่ยมชมคือ โรงงานเซรามิคเถ้าฮงไถ่ มีการจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาศิลปะสมัยใหม่สีสันสดใสดีไซน์สวยงามแปลกตา


ขากลับเราออกทางซอยด้านหลังโรงงาน ผ่าน โรงงานฤทธิ์ศิลป์ เลยขออนุญาตเยี่ยมชม ภายในเป็นโรงงานขนาดใหญ่มุงหลังคาสูง มองเห็นเตาเผาที่ยาวมากๆ เกือบสี่สิบห้าสิบเมตรได้ และมีพื้นที่ปั้นโอ่งอยู่ด้านหลัง ทำงานตามออเดอร์ มีเตาเผาใหญ่มาก ความยาวเกือบพอๆ กับสระว่ายน้ำสากล


ราชบุรี ถึง อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
จากราชบุรีมาที่อัมพวา สมุทรสงคราม ได้แกร็บมาส่งด้วยราคาที่ขึ้นไว้เพียง 225 บาท คำนวนในใจแล้วก็เพิ่มให้แกร็บไปอีก เพราะขับไปกลับก็ชั่วโมงครึ่งตามทางเล็กแสนคดเคี้ยว
ที่อัมพวาเห็นเขาหลามข้าวข้างทาง น้ำตาลเดือดไหลออกมาเกาะตามผิวกระบอกไม้ไผ่บนเตาปิ้งร้อนๆ เจ้าของร้านเอาให้ชิมได้รสหอมหวานเหมือนคาราเมล ข้าวหลามที่นี่หอมอร่อยนิ่มพอดี ชื่อร้าน ข้าวหลามสมคิด ร้านอยู่ด้านหน้ารีสอร์ทรีเวอร์โคโค




สายมาเราใช้รถตุ๊กตุ๊กเข้าไปเที่ยวตลาดอัมพวา ดูเขานั่งเรือข้ามฟาก ทำให้คิดถึงเวนิช มันคงมีบางอย่างที่คล้ายกันอยู่


จังหวัดเพชรบุรี
มาถึงบางตะบูน เพชรบุรี ซึ่งห่างจากอัมพวาราว 35 กม. คนขับใจดีมาจากราชบุรีเพื่อมารับที่อัมพวา แล้วไปส่งที่บางตะบูน ไปกลับราชบุรีถึง 120 กม. แต่คิดเพียง 500 บาท เลยเพิ่มให้พี่คนขับตามสมควร ส่วนทิมปั่นจักรยานตามมา เข้าพักชมวิวน้ำที่ บ้านพักริมน้ำศิริพร บางตะบูน มีอาหารเช้าให้ด้วย
ที่นี่ยังมีเรือขายของที่หลงเหลืออยู่ในคลองบางตะบูนแค่ไม่กี่ลำ


ที่บางตะบูนลมแรงมาก ส่งทิมออกปั่นท้าลมแรงตอนแปดโมงครึ่ง ตัวเมืองเพชรบุรีอยู่ห่างออกไป 20 กม. เจ้าของบ้านพักที่เพชรบุรีขับรถมารับในราคา 500 บาท เส้นทางเป็นงูเลื้อยตามพื้นที่เกษตรแต่ก็ไม่รู้ว่าเลี้ยงอะไร เพราะไม่เห็นเครื่องมืออะไรทิ้งไว้ นอกจากทำคันนาเหมือนแปลงข้าวที่มีน้ำขังเป็นบริเวณกว้าง
ถึงเมืองเพชรบุรี
เมืองเพชรบุรีมีที่เที่ยวน่าสนใจ พอมีเวลาได้ชมตลาดริมน้ำเพชรบุรี ที่นี่มีร้าน ข้าวแช่แม่อร เป็นข้าวแช่ที่สุดชื่นอร่อยมากๆ เราพักที่ A+ Hometel ที่พักหลักร้อย พักสบาย เจ้าของบ้านใจดีมาก อยู่ใน ชุมชนคลองกระแชง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาด ตื่นแต่เช้ามืดเดินมาชมตลาด สตรีทอาร์ต และวัดต่างๆ
และถ้ามาเพชรบุรีไม่ไปเดินสำรวจชิมขนมหวานก็จะถือว่าพลาดอย่างแรง เพราะที่นี่มีความหลากหลายสูงมาก นอกจากนี้ยังมีอาหารที่เป็นเอกลักษณ์อยู่อย่างที่ต้องไปลองคือเขาใส่ปาท่องโก๋ในเย็นตาโฟ มันเป็นสิ่งที่น่าพิศวงฉบับเพชรบุรีอย่างหนึ่งของผู้เขียน


ของดีในเพชรบุรียังมีอีกมากเช่น งานภาพจิตรกรรมฝาผนัง งานปั้นนูนต่ำ ฝีมือช่างเพชรบุรี ที่มีความโดดเด่นในการลงรายละเอียดสูง สวยงาม และดูอ่อนช้อย






…………