ตำนานรักนางอุสา ภูพระบาท ฉบับโรแมนติก (Thai/Eng)

ตำนานรักนางอุสา ภูพระบาท ฉบับโรแมนติก (Thai/Eng)

ตำนานรักนางอุสา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีอาณาจักรเล็กๆ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ใกล้กับเมืองหนองคาย มีกษัตริย์และราชินีปกครอง ทั้งสองไม่มีลูก อันเป็นเรื่องที่กษัตริย์รู้สึกหดหู่มาก ในเวลาเดียวกันนี้ยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปบริเวณภูเขาใหญ่ มีชื่อว่า “ภูพระบาท” มีเด็กผู้หญิงเกิดมาจากดอกบัว ผู้เฒ่าฤษีผู้เก่งกาจเป็นผู้พบและเลี้ยงดูเธอ

วันหนึ่งกษัตริย์เห็นเธอและถามอยากได้เธอมาเป็นลูก พระฤษีแลเห็นอนาคตไปข้างหน้า จึงได้เตือนกษัตริย์ว่า ถ้าเลี้ยงดูเด็กทารกคนนี้ เมื่อถึงเวลาเธอแต่งงาน ในท้ายสุดสามีของเธอจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กษัตริย์นั้นถึงแก่ความตาย ด้วยความปรารถนาอยากได้บุตร กษัตริย์ไม่สนใจต่อคำเตือนนั้นและอย่างไรก็จะเลี้ยงดูทารกคนนี้ให้ได้ เขาให้ชื่อว่า “อุสา” (อุสามีความหมายถึงแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ) นางอุษาโตขึ้นมาท่ามกลางความรักที่มีอยู่รอบตัว กษัตริย์และราชินีได้เลี้ยงดูให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดและเธอเองก็ได้มอบความสุขทั้งมวลนั้นกลับคืนแก่พวกเขา

เมื่อถึงวัยรุ่น นางอุสาเริ่มเป็นที่ต้องตาของเหล่าผู้ชาย กษัตริย์จำได้ถึงคำเตือนของพระฤษี เพื่อที่จะกันเธอออกห่างจากบรรดาผู้ชายทั้งหลาย และรักษาชีวิตของตัวเองไว้ เขาจึงส่งเธอกับเพื่อนวัยเดียวกันให้ไปอยู่ที่ป่าเพื่อเรียนวิชากับพระฤษี กษัตริย์ไม่ได้บอกเธอถึงเหตุผลที่แท้จริง นางอุษาได้อาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ ที่ถูกสร้างไว้บนยอดหอคอยหินธรรมชาติ พ่อแม่เธอมาเยี่ยมในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ตามลำพังกับพระฤษีและเพื่อนๆ ไม่มีใครอื่นอีกที่จะผ่านมาเห็น

วันหนึ่ง นางอุสาต้องการหาเพื่อนใจ เธอจึงได้ลอยดอกไม้พวงมาลัยลงในลำน้ำเล็กๆ ที่เธอใช้อาบ เช้าวันถัดมาพวงมาลัยนี้ก็ลอยออกสู่แม่น้ำโขง ที่ซึ่งโชคชะตาได้นำพามาให้พบกับ “ท้าวบารส” เจ้าชายของอาณาจักรข้างเคียง ซึ่งกำลังจับปลาบึกในแม่น้ำโขงอยู่ ท้าวบารสรู้โดยสัญชาตญาณว่า ใครซักคนที่ส่งพวงมาลัยมาจะต้องเป็นผู้หญิงสวยมาก โดยปราศจากความลังเลสงสัย เขาควบม้าออกไปตามลำน้ำ หวังจะได้พบกับคนที่ส่งมันมา เขามาถึงยังหมู่บ้านๆ หนึ่ง ที่อยู่เชิงเขาในช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังตก แต่แทนที่จะทำสิ่งที่ฉลาดกว่าหรือหยุดพักที่นั่นในตอนเย็น เพื่อพักผ่อนร่างกายในคืนนั้น เขากลับซื้อตะเกียงจากหญิงชราคนหนึ่งและปีนขึ้นไปยังยอดเขา ในเที่ยงคืนนั้นเองเขาก็มาถึงยังบริเวณของหินรูปทรงประหลาดคล้ายเห็ด ม้าของเขาไม่ยอมเดินต่อไป ทำให้จำเป็นต้องผูกมัดมันไว้ใต้หินแปลกๆ ก้อนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า คอกม้าท้าวบารส

เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ท้าวบารสก็ได้ค้นพบหอคอยนางอุสา และก็ได้มองเห็นใบหน้าของนางจากแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ (เช่นนั้นชื่อของเธอคือโชคชะตา) และเขาทั้งสองต่างก็ตกหลุมรักกันในทันทีทันใด พระฤษีมองเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันและได้เตือนภัยไปยังพ่อของเธอ พอตกบ่ายกลุ่มคนสองกลุ่มก็มาถึงยังยอดเขา กลุ่มแรกที่มาถึงเป็นบรรดาเพื่อนๆ และคนรับใช้ของท้าวบารส เพื่อมาตามหาท้าวบารส พวกเขาผูกม้าเอาไว้ยังสถานที่หนึ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า คอกม้าน้อย อีกกลุ่มคือกลุ่มของกษัตริย์และคณะผู้ติดตาม พระฤษีห้ามพวกเขาไม่ให้ต่อสู้กัน แต่ให้ใช้การพูดคุยแทน

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี
หอคอยนางอุสา

เหล่าเสนาบดีที่ปรึกษาของกษัตริย์ได้เสนอให้มีการแข่งขันต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงนางอุสา หากใครสามารถสร้างวัดพุทธดีที่สุดภายในเวลาข้ามคืน ก่อนดาวประกายพรึกปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า จะเป็นผู้ชนะ ส่วนใครแพ้จะถูกตัดหัว กษัตริย์มีคนเป็นจำนวนมาก แต่ท้าวบารสกลับไม่มีทางเลือก ต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะเป็นกฎจารีต กษัตริย์เลือกสร้างวัดของตนเองในบริเวณหุบเขา ที่ซึ่งมีไม้ขนาดใหญ่และหิน ในขณะที่ท้าวบารสเลือกที่จะสร้างอยู่บนยอด ซึ่งเขาสามารถใช้หนึ่งในกลุ่มหินที่มีเพิงยื่นออกมาเพื่อทำเป็นหลังคา

ในช่วงหนึ่ง ยามดึกสงัด ท้าวบารสเดินไปจนสุดปลายหน้าผาเพื่อมองดูวัดที่กษัตริย์สร้างและเขาก็ได้รู้ว่า เขาจะแพ้อย่างแน่นอน ในช่วงเวลานั้นหญิงสาวผู้หนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นและบอกกับเขาว่าให้แขวนตะเกียงเอาไว้บนต้นไม้สูงที่อยู่ติดกับพวกเขาทั้งสอง เขาเข้าใจอย่างรวดเร็วว่าทำไม หลังจากนั้นเขาก็ปีนขึ้นต้นไม้และปรับให้แสงตะเกียงแรงสุดเท่าที่จะแรงได้ เขาเห็นคนเริ่มหยุดทำงานและพากันพูดเซ็งแซ่ว่า “ดาวประกายพรึก” แต่เหล่าบรรดาผู้ตัดสินได้ตั้งเพิงพักอยู่ห่างออกไปไกลจากหน้าผานั้น พวกเขาจึงมองไม่เห็นตะเกียง ท้าวบารสจึงเร่งรุดกลับไปยังวัดของเขาและตั้งใจจะสร้างวัดให้แล้วเสร็จก่อนรุ่งสาง ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดที่ธรรมดาๆก็ตาม

เมื่อถึงเวลาดาวประกายพรึกที่แท้จริงขึ้น คำตัดสินก็ไม่อาจเลี่ยงได้เพราะวัดที่กษัตริย์สร้างนั้นไม่เสร็จ ท้าวบารสจึงเลือกหนึ่งในผู้ช่วยชายให้เป็นเพชฌฆาต เมื่อเสร็จสิ้นพันธะดังกล่าว เขาจึงกลับไปยังปราสาทของตน พร้อมกับว่าที่ภรรยา ณ ที่นั่นมีการจัดเลี้ยงอย่างใหญ่โต แต่ทว่าท้าวบารสก็ยังรู้สึกกระวนกระวายอย่างลับๆ กับวิธีการที่ได้ชัยชนะมา (ตำนานไม่ได้บอกถึงว่า นางอุษาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้)

ชีวิตในปราสาทไม่ได้ง่ายสำหรับนางอุษา ตั้งแต่เข้ามาอยู่ นางในชั้นสูงอื่นๆ ต่างก็ทำร้ายเธอ เพื่อที่จะแก่งแย่งเอาชนะครองใจเจ้าชายให้ได้ วันหนึ่ง หนึ่งในนางชั้นสูงพวกนี้ก็ได้พบกับหญิงชราขายตะเกียง หญิงชราได้เล่าถึงตะเกียงที่ถูกพบอยู่สูงขึ้นไปบนต้นไม้ที่หน้าผาภูพระบาท โดยลูกสาวของเธอเองในขณะที่ออกไปเก็บฟืน ความจริงที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะของเจ้าชายจึงถูกเปิดเผย โหราจารย์ศาลได้ตัดสินให้ท้าวบารสออกไประหกระเหเร่ร่อนในป่าเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อที่จะชำระล้างจิตวิญญาณอันเลวร้าย

นางอุษาเมื่อต้องอยู่ในปราสาทคนเดียวก็ยิ่งเพิ่มความเครียดเศร้าสลด จึงย้อนกลับไปอาศัยอยู่กับพระฤษีดังเดิม แต่ความรู้สึกนี้ก็ไม่ได้หายไป และเธอเริ่มป่วยหนักมากขึ้น พระฤษีส่งสารให้ท้าวบารสมาหาเธอ เมื่อเขาได้ยินข่าวนี้ก็รีบมาพบเธอโดยเร็ว ถึงแม้ว่าบทลงโทษเพื่อการสำนึกผิดบาปของเขาให้ต้องเร่ร่อนในป่าจะต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง แต่เขามาถึงเพียงแค่ก่อนเธอสิ้นลมหายใจ เขาใจสลาย ท้าวบารสตายตามในเวลาต่อมาไม่นาน และศพของพวกเขาก็ถูกฝังอยู่ข้างๆ กัน ในหินกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับหอคอยของเธอนั่นเอง ตำนานกล่าวถึงว่า หลังจากนั้นทั้งสองคนต่างก็ได้ไปเกิดใหม่เป็นพระอินทร์และมเหสีของพระอินทร์

 

Nang Usa Story

Once upon a time, a small kingdom on the banks of the Mekong River near what is now Nong Khai city was ruled by a king whose queen never bore him a child. Naturally, the king grew increasingly dismayed about this. Around this time a baby girl was born in a lotus flower deep in a remote mountainous region above the kingdom called Phu Phrabat. An old and wise ruesii who lived there found her and cared for her.

One day the king saw her and asked to adopt her. The ruesii could see the future and so warned the king that if he adopted this baby and she got married, the husband would eventually cause the king’s death. Longing a family, the king ignored the warning and adopted her anyway. He named her Usa (“First Light of Dawn”) and she grew up to be a wonderful child loved by all. The king and queen gave her the best of everything and she brought them great happiness.

Once Nang Usa reached her teens, she caught the eye of many men and the king remembered the ruesii’s warning. To keep her away from men, and thus protect his own life, he sent her and some other women of her age to the forest to study with the ruesii. He did not tell her the real reason for sending here there. She lived in a small room built into a natural stone tower. Her parents visited occasionally, but otherwise she was alone with the ruesii and her companions. Nobody else ever came to see her.

One day, in order to find her soul mate, she floated a flower garland down the small stream in which she bathed. The next morning her signal reached the Mekong River where, by great fortune, it was found by Prince Tao Baros (pronounced Bah-rote) of a neighboring kingdom who was in the river fishing for giant Mekong catfish. He instinctively knew that the person who sent it must be a beautiful woman, so without hesitation he got on his horse and followed the stream to find who had sent it. He arrived in a village on the edge of the mountains at dusk, but rather than doing the wise thing and resting there for the evening, he bought a lantern from an old woman and climbed to the top. By midnight he arrived at an area of strange mushroom-shaped rock formations. His horse refused to walk anymore, so he tied it up under one of the strange rocks; now called Baros’s Stable (คอกม้าท้าวบารส).

At dawn he found Nang Usa’s tower and saw her face in the morning’s first light (so her name was prophetic) and they immediately fell in love. The ruesii saw them together and alerted her father. That afternoon two groups of people arrived atop the mountain. The first was the friends and servants of Tao Baros who had come to find him; they kept their horses at what is now called the Minor Stable (คอกมาน้อย). The other group was the king and his entourage. The ruesii told them not to fight but instead to talk.

The king’s advisors proposed a contest to settle who would get to keep Nang Usa. Whoever could build the best Buddhist temple over the course of the night, before the morning star rose in the sky, would win. The loser would be beheaded. The king had far more people in his team, but Tao Baros had no choice but to accept because it was a religious matter. The king chose to make his temple in the valley where there was ample wood and stone while Tao Baros decided to build up top so he could use one of the overhanging rocks as a roof.

At one point, deep into the night, Tao Baros walked to the edge of the cliff to see the king’s temple and knew that he would lose. At that point a young girl appeared and told him to hang his lantern in the tall tree next to them. He immediately understood why. After he climbed the tree and turned up the lantern as brightly as possible, he could see people below stop working and point and say “The morning star.” But the men assigned to be the judges were camping at the far end of the cliff and had not seen the lantern. Tao Baros rushed back to his temple and made sure that before morning truly arrived it would be completed and tidy, despite being very simple.

When the true morning star rose the decision was inevitable because the king’s temple was incomplete. Tao Baros chose one of his men to be the executioner. With the deed done, he returned to his palace with his soon-to-be wife. There was a huge celebration, though Tao Baros was secretly nervous over the method of his victory. (The story does not tell what Nang Usa thought of any of this.)

Life at the palace was not easy for Nang Usa since other noble women who had hoped to win the prince’s hand were cruel to her. One day one of these women met an old candle-selling woman who told her of a lantern found high in a tree at Phu Phrabat cliff by her daughter while out collecting firewood one day. The true story behind the prince’s victory now known, the court astrologers insisted that Tao Baros must wander in the wilderness for one year to cast out bad spirits.

Nang Usa grew depressed living alone at the palace and so returned to the tower to live with the ruesii. But her depression did not pass and she grew seriously ill. The ruesii sent for Tao Baros to come see her. Upon hearing the news he immediately came, even though his penance in the wilderness would need to begin again. But he only arrived just before she died. Heartbroken, Tao Baros died soon after and they are now buried beside each other in rocks near her tower. Legend says that they were later reborn as the god Indra and his queen, Indrani.

 

Writers

Written by Tim Bewer

Translated by Suttawan Bewer

Edited by Prapaporn Sompacdee

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *