
เที่ยวเมืองเวียนนา ออสเตรีย
บทความโดย สุทธวรรณ บีเวอ
หมายเหตุ บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทางปั่นจักรยานตอนใต้อิตาลี ปี พ.ศ.2569
2 วัน ในเวียนนา..
พวกเราออกเดินทางไปเวียนนา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ประมาณ 5 ทุ่มกว่า ต่อเครื่องที่เมืองอิสตันบูลเมืองใหญ่ตุรกี เมืองนี้มีช่องแคบบอสพอรัส (Bosporus Strait) ที่เชื่อมทะเลดำกับทะเลมาร์มะรา เมื่อสมัยเรียนเคยได้ยินชื่อทะเลดำอยู่บ่อยๆ
เราลงเครื่องที่สนามบิน Vienna International Airport, Austria เพื่อไปรับจักรยานที่จองไว้กับร้าน ตามแผนการเดินทางปั่นจักรยานทางตอนใต้ อิตาลี
จากสนามบินเราเข้าเมืองเวียนนาโดยรถไฟใต้ดินที่สถานี Flughafen Wien เพื่อไปยังสถานีหลักของเวียนนา Wien Hbf (Wien Hauptbahnhof) ค่ารถไฟ 2 คน 10.80 ยูโร เข้าพักที่โรงแรม Leonardo Hotel ซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ เพราะสะดวกในการเดินทางต่อและมีอาหารเช้าดีมาก
….
หน้าจอมือถือแสดงอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส แต่เพราะลม ความหนาวยะเยือกจึงแตะ 0 องศาเซลเซียส เวียนนาในเดือนมีนาคมมีฝนตกปรอยๆ
…
การท่องเที่ยวในเมืองเวียนนา เราซื้อตั๋ว Vienna City Card 24 stunden Wien (VOR) 10.2 ยูโร ได้ 24 ชม. สำหรับรถเทรม(Tram) รถไฟใต้ดิน(Metro) S-bahn และรถบัส อยู่ที่ร้าน Wiener Linien Info- und Ticketstelle Hauptbahnhof ในสถานีรถไฟหลัก


เรามีเวลาท่องเที่ยวในเมืองเวียนนาเพียงสองวัน เลยเจาะจงไปชมเฉพาะสิ่งที่เราสนใจ และหนึ่งในสถานที่นั้นคือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะคุนสท์ (Kunsthistorisches Museum Wien)




พิพิธภัณฑ์นี้มีของสะสมที่น่าสนใจมาก มีของจากประเทศต่างๆ และพวกสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลที่ซับซ้อน ดูปราณีตและวิจิตร ล้วนเป็นของหายากที่บ่งบอกสถานะของผู้มีสิทธิ์ครอบครอง


และไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สำหรับคนที่ชื่นชอบภาพวาดคืองานของ Pieter Bruegel ผู้ที่มีชีวิตในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 กว่าสิบผลงานที่จัดแสดงในห้องโถงใหญ่เป็นของศิลปินคนนี้คนเดียว ทุกภาพล้วนตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะภาพที่เห็นในสนามบินชื่อว่า “The Tower of Babel”
จากเรื่องเล่าตามพระคัมภีร์ไบเบิล The Tower of Babel เป็นเหตุการณ์หลังจากน้ำท่วมโลก มนุษย์เริ่มไม่เชื่อพระเจ้า ท้าทายอำนาจไปสวรรค์โดยสร้างหอคอยบาเบลขึ้นแทน พระเจ้าเลยทำให้คนพูดหลายภาษาจะสร้างต่อก็ทำไม่สำเร็จเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วพระองค์ก็ส่งมนุษย์กระจายไปอยู่ที่ต่างๆ กลายเป็นตำนานทำไมมนุษย์ถึงพูดภาษาต่างกันในแต่ละที่
Pieter Bruegel ได้วาดภาพนี้ด้วยมุมมองแบบนก (ฺBird’s eye perspective) ใส่รายละเอียดกิจกรรมของผู้คนในภาพถี่ยิบ ชวนให้ค้นหาว่ามีใครทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะบริเวณหอคอยที่กำลังก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมโบราณ ถือเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากภาพหนึ่ง








ออกจากพิพิธภัณฑ์ฯ เราเดินไปชมย่านเมืองเก่าซึ่งเป็นย่านแรกๆ ของเมืองเวียนนาชื่อว่า Graben ที่นี่มีร่องรอยเรื่องราวของประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญต้องจารึกไว้ในเสา Column of Pest เสาสัญลักษณ์แห่งโรคระบาดในออสเตรียเมื่อปี ค.ศ.1679 ทุกถ้อยคำสื่อได้ถึงความเศร้าจากการสูญเสียผู้คนที่ตายเหมือนใบไม้ร่วงจากไข้กาฬ (The Great Plague of Vienna)
“แด่พระองค์ผู้ทรงเป็นตรีเอกภาพและเอกลักษณ์ ข้าพเจ้าเลโอโปลด์ ผู้รับใช้อันต่ำต้อยของพระองค์ ขอถวายคำขอบคุณอย่างสุดซึ้งเท่าที่จะทำได้สำหรับ ปี ค.ศ.1679 ที่พระองค์ทรงเมตตาต่อเมืองนี้และแคว้นออสเตรีย ซึ่งถูกทำลายอย่างน่าสยดสยองด้วยโรคระบาดและเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความกตัญญูตลอดไป ข้าพเจ้าขออุทิศอนุสาวรีย์นี้อย่างนอบน้อมที่สุด”


เมื่อเราเห็นเสาสัญลักษณ์แห่งโรคระบาดนี้แล้ว จะไม่เล่าถึงสถานที่ต่อไปนี้ก็คงไม่ได้ เพราะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความโหดร้ายของไข้กาฬ
ไม่ไกลจากย่าน Graben มีโบสถ์คริสต์ Stephansdom (St. Stephen’s cathedral)
โบสถ์นี้ภายนอกดูสูงใหญ่มาก เป็นยอดแหลม สถาปัตยกรรมโดดเด่นสะดุดตา ด้านในเดินเข้าไปเจอเขาซ้อมคอนเสิร์ตพอดี เสียงในโบสถ์กังวาลเพราะมาก เสียแต่เขามีเชือกกั้นเลยเดินเข้าไปดูไม่ได้ ฉันชอบไม้แกะสลักประดับอันหนึ่งที่มุมเสา

แต่สิ่งที่ทิมอยากดูและต้องยอมเสียค่าเข้าชมถึงคนละ 8 ยูโร อยู่ที่บริเวณด้านล่างของโบสถ์เก่าแก่อายุกว่าแปดร้อยปี ก็คือ “สุสาน” หรือ crypt จากด้านในโบสถ์จะมีบันไดเดินลงไปห้องใต้ดิน เสียดายว่าเขาไม่ให้ถ่ายรูป(แต่ใครสนใจก็หาดูได้ในเน็ต) ห้องแรกที่เห็นมีเก้าอี้เป็นแถวสำหรับนั่งสวดมนต์ ด้านหน้ามีปะรำพิธีสร้างจากหินสีขาวแกะสลักที่ฐานเป็นรูปนก เหมือนนกกระทุง ห้องใต้ดินคล้ายเจาะอุโมงค์ทำห้องต่างๆ ติดกันไปเรื่อยๆ ตามสองข้างทางเดินเป็นที่ไว้หีบศพของนักบุญวางซ้อนเป็นชั้น
แสงสลัวตามทางพาไปสู่ห้องด้านในที่เป็นที่เก็บหีบศพของดยุกและครอบครัว สิ่งที่สะดุดตาคือ หน้าทางเข้าห้องดยุกมี “โถ” หน้าตาเหมือนโถดองใบใหญ่ๆ หลายใบวางอยู่บนชั้น ด้วยความเป็นเซรามิกทำให้มองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ภายใน ไกด์ประจำสถานที่บอกว่ามันคือโถใส่อวัยวะภายในของคนแต่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปว่าเกิดขึ้นในยุคไหน ทิมบอกว่าเหมือนเขาจะแยกอวัยวะไว้ที่หนึ่ง หัวใจไว้ที่โบสถ์หนึ่ง แล้วเอาร่างกายไว้อีกที่หนึ่ง
เดินตามทางอุโมงค์ไปเรื่อยๆ ก็มาถึงห้องหนึ่งเก็บรักษารูปปั้นของโบสถ์ที่แตกหักแล้ว มีเข็มนาฬิกาโบสถ์ทำจากเหล็กขนาดใหญ่เท่าๆ กับสมอเรือน่าจะใช้งานไม่ได้แล้ว ผ่านห้องนี้ไปก็มีแต่ห้องเก็บโครงกระดูก ทุกห้องมีผนังแบบอิฐเปลือยไม่มีการโบกปูนทำเรียบสวยเหมือนห้องที่เก็บศพนักบุญหรือดยุก
บริเวณนี้มีความชื้นเย็นยะเยือกราวกับอากาศจากภายนอกไหลผ่านผิวดินแทรกซึมอยู่ทุกอณูก้อนอิฐ ไม่อบอุ่นเหมือนห้องโถงต่างๆ ที่ผ่านมา..

ฉันเดินผ่านมองเห็นห้องมากมาย บางห้องมีกำแพงก่อปิดกั้นมีหน้าต่างลูกกรงเล็กๆ พอมองลอดเข้าไปเห็นกระดูกมนุษย์กองพะเนิน ใช่แล้ว.. กองกระดูกนับหมื่นนับพันที่ไม่รู้กระโหลกหรือกระดูกท่อนไหน มาจากเหตุการณ์เลวร้ายของโรคระบาดไข้กาฬ พอตายมากเข้าก็ฝังไม่ทัน เลยขนมาไว้ใต้โบสถ์ หวังอาศัยความเย็นใต้ดินช่วยไม่ให้เน่าเสียเร็ว แต่แล้วน้ำฝนเจ้ากรรมก็ไหลท่วมหลุม ซากศพกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีเพิ่มหนูตัวก่อโรค การตายราวกับใบไม้ร่วงจึงดำเนินต่อไป
เราออกจากห้องใต้ดิน มาโผล่ประตูอีกฝั่งของโบสถ์ บรรยากาศรอบตัวแตกต่างฟ้ากับเหวกับห้องใต้พื้นดิน เราเดินกันต่อไปยังหอสมุดแห่งชาติ Österreichischen Nationalbibliothek (State Hall of the Austrian National Library) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องสมุดประวัติศาสตร์ที่สวยงามแห่งหนึ่งของโลกที่มีอายุกว่าหกร้อยห้าสิบปีแล้ว ตั้งอยู่ในพระราชวังฮอฟบูร์ก (Wiener Hofburg) ใครที่ชื่นชอบห้องสมุดบรรยากาศแบบโลกเวทมนต์ ห้องลับหลังชั้นวางหนังสือโบราณ รวมถึงลูกโลกจำลองท้องฟ้า ควรมาเติมเต็มจินตนาการที่นี่ในราคา 12 ยูโรเถิด






ในเส้นทางเดินชมสถานที่ต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศของเวียนนาที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ฉากหน้ามีตึกโบราณสูงใหญ่สวยงาม ผู้คนเดินตามถนนที่มีกลิ่นฉุนของบุหรี่ และมันคงจะจางหายแค่เฉพาะในวันที่มีฝนตก








ในทริปนี้เราเดินหาร้านอาหารเท่าที่ค้นได้ในกลูเกิล ในเวียนนามีร้านที่มีอาหารมังสวิรัตน์และหาทานได้สบายๆ หลายร้าน


ในเช้าวันถัดมา เราออกเดินทางจากสถานีรถไฟ พร้อมจักรยาน มุ่งหน้าสู่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ไปเยี่ยมป้ารหัสสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองบาเซิล ก่อนมุ่งหน้าสู่ยุโรปทางตอนใต้ คือ เมืองบารี ประเทศอิตาลี




บทความหน้าจะเป็นการเริ่มเดินทางไปส้นรองเท้าบูธ อิตาลีตอนใต้ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ