
แจกแผนที่นำทางจักรยานชายหาดภาคใต้: กรุงเทพฯ สู่ สงขลา 1,348 กิโลเมตร (Ride With GPS: Bangkok to Hat Yat) Part 2
เรื่องโดย สุทธวรรณ บีเวอ
เราจะไปภาคใต้โดยปั่นจักรยานชายทะเลแบบแทบไม่ออกไปเจอรถบนถนนใหญ่ได้ไหม ผู้เขียนคิดว่าแผนที่ “นำทาง” นี้น่าจะตอบโจทย์นี้สำหรับการใช้งานได้
แผนที่นำทาง คลิ๊กที่นี่ Ride with GPS: Bangkok to Hat Yai
(วิธีการใช้แผนที่เพื่อนำทาง ใช้ผ่านแอปพลิเคชั่น Ride with GPS ดาวน์โหลดใช้งานฟรีได้ อยู่ใน ตอนที่ 1)
จากบทความตอนที่แล้ว เราได้บอกเล่าการเดินทางจากกรุงเทพฯ จนถึงจังหวัดเพชรบุรี ในบทความนี้ได้บันทึกสิ่งที่น่าสนใจที่เราผ่านในเส้นทางจากเพชรบุรีไปยังสงขลา


มุ่งสู่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์
จากเพชรบุรีจนถึงหัวหิน จะผ่านหาดชะอำ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ฯลฯ จนมาถึงหัวหิน
ที่หัวหินเราได้ที่พักในราคาไม่แพงอยู่ใกล้ทะเล แถวนั้นมีสะพานปลา ตอนเย็นวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์มีถนนคนเดิน ร้านสตรีทฟูดยาวเป็นแถวไปตามสะพาน มีเล่นดนตรีสดให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศลมชายทะเลและคนตกปลาที่สนุกสนานอยู่แถวตอม่อ


สำหรับอาหารที่หัวหิน มีให้เลือกหลากหลายมาก ตอนมาถึงผู้เขียนแวะไปร้านกาแฟริมทะเล มองออกไปเห็นน้ำทะเลสีฟ้า


เล่าถึงประสบการณ์อาหารที่ภาคใต้ อย่าง “ขนมจีนน้ำยา” ซึ่งได้รับควานิยมมาก และด้วยความที่ร้านขนมจีนมีหลายน้ำยา ก็เลยสั่งเป็น “ขนมจีนน้ำยาน้ำพริก” เพราะชอบทานน้ำยาหวาน ปรากฏว่าแม่ค้าราดน้ำยากะทิผสมกับน้ำยาน้ำพริกมาให้
ผู้เขียนโวยวายตามระเบียบเพราะไม่ได้สั่ง แม่ค้าเลยให้ความรู้ว่า ถ้าเอารสชาติน้ำพริกอย่างเดียวเขาเรียกว่า “ขนมจีนน้ำพริก!” (สั่งผิดมาตลอดชีวิต)
ช่วงหลังมา พอสั่งน้ำพริกร้านก็ถามว่า “ไม่เอากะทิด้วยหรอ”
……
ตอนออกจากหัวหิน เราใช้เส้นทางเลาะข้างคลองน้ำและรางรถไฟ มาจนถึงถนนใหญ่ เข้าสู่เลนจักรยานที่แยกจากถนนใหญ่ ช่วงนี้ปั่นง่ายจนถึง เขาเต่า ประมาณ 15 กม. จากตัวเมือง


ถึงเขาเต่าบรรยากาศดี สงบ ลมแรง แถวนี้เห็นฝรั่งใส่บิกินีเล่นน้ำ ส่วนที่ปั่นจักรยานไปก็ถอดเสื้อตากแดด หันกลับมาดูตัวเองใส่เสื้อกันแดดคลุมหัวเหลือแต่ลูกกะตา

เรามาพักที่หาดทรายน้อย แถวเขาเต่า ที่นี่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติมาก
ออกจากเขาเต่า เราปั่นเลียบหาดดูคลื่นอย่างยาวนาน มองเห็นต้นสนที่ขึ้นบนทราย ดูแปลกตาสำหรับผู้เขียนที่เห็นสนเกือบทั้งชีวิตตามป่าบนภูเขาสูง
จากชายทะเลวนอุทยานปรานบุรี หาดข้าวเหนียว ไปจนถึงบึงบัว ประจวบคีรีขันธ์ ทางราบเรียบไม่มีรถมาก แต่ปีนเขาสั้นๆ อยู่สองจุด





ใกล้ถึงโฮมสเตย์ มีช่วงลงเขา หันไปถามสามีจะปั่นลงยังไง ชะโงกหน้าไปยังมองไม่เห็นอีกฝั่ง สามีหันมาตอบว่า “คิดบวก” แล้วก็ปั่นไปก่อน ส่วนผู้เขียนได้แต่กระชับหมวก ปั่นลงแบบเตะเบรกสลับล้อหน้าล้อหลังเป็นระยะ ไม่ปล่อยพรวด ทำให้ลงง่ายกว่าที่คิด พอถึงพื้นมองไปเห็นรถที่จะสวนขึ้นไปมีเสียงแบบอืดๆ
มาถึง ลุงชาโฮมเสตย์ ที่ตั้งอยู่ริม บึงบัว อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตอนบ่ายแก่ๆ





เราปั่นเลาะเขตอุทยานมาเรื่อยๆ ถนนเวิ้งว้างสุดลูกตากลางนากุ้ง ไม่มีร้านค้า รอบตัวมองไปเป็นเขาหินปูนสูงตระหง่าน นกตัวใหญ่ๆ หากินปลาอยู่มากมาย วันนี้ท้าแดดที่แรงกว่าเมื่อวาน อาศัยลมทะเลลดความร้อน ได้ไปนั่งพักผ่อนร้านกาแฟแถวปากน้ำก่อนถึงอำเภอกุยบุรี


เราผ่าน คลองวาฬ สัญลักษณ์ป้ายถนนบอกเรื่องราวเขาเล่าว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยมีวาฬมาเกยตื้นเยอะ ที่คลองวาฬไม่ค่อยมีหาด แต่มีกองหินกั้นน้ำกับฝั่ง ถ้าอยากเล่นน้ำต้องไปเล่นที่ หาดอ่าวมะนาว ที่เพิ่งปั่นผ่านมา






ออกจากหว้ากอ ใช้เส้นทางไปทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ โดยขึ้นถนนใหญ่ที่มีไหล่ทางกว้างประมาณ 10 กม. นอกนั้นเป็นทางลัดเลาะหมู่บ้านและดงมะพร้าว
ที่น่าสนใจก่อนถึงทับสะแกราว 10 กิโลเมตร มีหมู่บ้านขนาดเล็กที่เห็นฝรั่งเยอะมาก เราปั่นผ่าน รร.สอนภาษาสวีเดน ร้านนวด และร้านอาหารที่มีเมนูนานาชาติ
ได้ความว่าเป็นช่วงเดือนที่เขานิยมมากัน เพราะแถวนี้มีคอนโดและบ้านพักริมทะเล ต่างชาติที่มาดูเหมือนจะชอบมอเตอร์ไซด์ต่อพ่วงที่นั่งด้านข้าง เห็นขี่มากันเป็นครอบครัวดูสนุกกับบรรยากาศท้องถิ่น มองปากซอยเห็นป้ายเขียนเป็นภาษาเยอรมันไว้ใช้งานกัน
ระหว่างทางไปทับสะแก จะผ่านทางเข้าหาดวนกร เส้นทางเลียบหาดทรายไปต่อไม่ได้เป็นทางตัน ทำให้ต้องปั่นตามถนนใหญ่ลุ้นรถเยอะและขับเร็ว แต่ยังพอมีไหล่ทางกว้างให้เราได้หลบรถได้บ้าง
จากทับสะแก เราจะผ่าน หาดบ้านกรูด หาดแม่รำพึง และ สะพานข้ามคลองแม่รำพึง ไปจนถึง หาดสวนหลวง บางสะพาน ซึ่งยังอยู่ในประจวบคีรีขันธ์ (ปั่นมาแล้วหลายวันยังไม่ออกจากประจวบฯ เลย) เส้นทางนี้เป็นถนนเล็กๆ ริมทะเล บางช่วงผ่านบ้านเรือนที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางป่าโกงกาง ผ่านสวนมะพร้าว ได้กลิ่นหอมมะพร้าวเผา ข้างทางเห็นมีเผาถ่านกะลาเป็นช่วงๆ




ระหว่างทางเจอเขาเอาลิงกังขึ้นต้นมะพร้าว วิถีคนกับลิงที่นี่ดูสบายๆ ท่ามกลางกระแสแอนตี้แรงงานลิงจากโลกตะวันตก เหล่าลิงกังก็ใช้ชีวิตคล้ายแรงงานคน บ้างนั่งท้ายรถกระบะ บ้างนั่งมอเตอร์ไซด์ ไปทำงานด้วยเฉกเช่นทีมฟุตบอลที่มีโค้ช
เจ้าของลิงเล่าว่า ลิงกังตัวนี้ชื่อ ช้าง นิสัยเรียบร้อย ขนสวย อายุ 4 ปี เลือกมะพร้าวเก่ง
เวลาจะสอนลิงขึ้นมะพร้าวเก็บมะพร้าว ก็จะฝึกให้มันปั่นลูกแห้ง ฝึกเฉพาะลักษณะของลูกมะพร้าวที่ต้องการ ลิงที่ผ่านการฝึกแล้ว เวลาเจ้าของตะโกนสั่งงานก็ฟังเข้าใจ สั่งขึ้น สั่งลง เก็บลูก คุยกับมันตลอดได้ทั้งวัน
ลิงช้างทำงานเหมือนคน มีพักกลางวัน กินข้าวสามเวลา บางมื้อก็เป็นนมกับกล้วยหอม ชอบกินข้าวกับแกงเผ็ดๆ ให้แกงจืดมีมองหน้า เจ้าของลิงได้ค่าแรงจ้างขึ้นมะพร้าวจากเจ้าของสวนลูกละ 3 บาท เป็นงานอิสระ ทำสวนนี้เสร็จ ก็ไปสวนอื่นต่อ


จังหวัดชุมพร
จังหวัดชุมพรนี่ผู้เขียนประทับใจมาก มีโอกาสเดินทางผ่านหมู่บ้านต่างๆ ได้เห็นวิถีชีวิตการหาอยู่หากินที่หลากหลายของผู้คนท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่
เราผ่าน บางสะพานน้อย อำเภอสุดท้ายของประจวบคีรีขันธ์ และเข้าสู่เขตจังหวัดชุมพร จุดแวะแรกเป็น ร้านกาแฟขี้ชะมดในโครงการส่วนพระองค์ มองเห็นชะมดนอนกลางวัน ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้การทำกาแฟและการขยายพันธุ์ชะมด
ถัดมาไม่ไกลกันคือ Sand dune หรือ เนินทรายชายฝั่ง (Coastal dune) บ้านบางเบิก เนินทรายแห่งนี้ก่อตัวจากกระแสน้ำและลมเป็นเวลานานนับพันปี ทรายที่สะสมบริเวณนี้มีความละเอียดมากราวกับผงแป้งเนื้อสัมผัสบางเบา






เรามาถึงบางน้ำจืด ตำบลหลังสวน ทางที่มามีขึ้นเขา 1 ลูก สั้นๆ ชันเล็กน้อย มองเห็นอ่าวในมุมสูง และขึ้นลงๆ เข็นบ่อยๆ ตลอดทาง ตอนปั่นลมไม่แรงมากเพราะไม่อยู่ริมหาด แต่ในทะเลมีลมแรงจนเรือออกฝั่งไม่ได้ โปรแกรมเที่ยวเกาะพิทักษ์ก็เลยอด








สุราษฎร์ธานี
ปั่นเมื่อวาน ปั่นตากแดดเผาหัวมาก ถึงสุราษฎร์ธานีแบบเลี่ยงปั่นทางหมู่บ้านไม่ได้เพราะไม่มี ก็เลยปั่นบนทางหลวงแผ่นดินเลขสี่หลัก ถนนเป็นสองเลน ไหล่ทางบางจุดแคบ รถค่อนข้างเยอะ รวมถึงรถบรรทุกดินที่เห็นว่าทางใหญ่กำลังซ่อมเลยมาวิ่งทางรองกัน
สองวันมานี้เจอจักรยานท่องเที่ยวหลายคัน ส่วนใหญ่ที่ปั่นสวนกันไปเป็นชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด และเจอทัวร์จักรยานกลุ่มใหญ่ที่จะปั่นไปภูเก็ตโดยมีรถตู้ตาม มีไกด์คนไทยเป็นผู้ชายดูแข็งแรง อัธยาศัยดี ปั่นนำ
และเจอนักท่องเที่ยวตะโกนทักสามีระหว่างทาง จำเราได้เพราะเห็นลงรูปท่องเที่ยวในเฟสกลุ่มจักรยาน
สิ่งที่น่าสนใจในทางเส้นนี้ เราจะเจอแผงขายหอยปูแมงดาสดมาก ชนิดที่ยังไม่ตาย ปูยังเดิน หางแมงดายังส่ายไปมา เขาก็นึ่งขายกันอยู่ตรงแผงนั้นเลย มองจากสะพานจะเห็นมีเรือประมงหลายลำจอดอยู่ ที่นี่คือ ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี


ในเส้นทางนี้ยังมี บ่อน้ำพุร้อนเค็ม อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี น้ำพุร้อนเค็มมีไม่กี่แห่งในโลก ที่น้ำพุร้อนเค็มแห่งนี้น้ำไม่ได้ร้อนมากแค่สี่สิบกว่าองศาไปจนถึงหกสิบกว่าองศาเลยไม่มีกิจกรรมต้มไข่




เราถึงเมืองสุราษฎร์ธานี ตอนค่ำไปเดินตลาดถนนคนเดิน ตลาดคึกคักมากถึงมากที่สุดเพราะมีถึงสามสี่ตลาดที่อยู่ติดๆ กัน บริเวณนี้มีทั้งอาคารโบราณ การแสดงศิลปะท้องถิ่น ขนมและอาหารที่เป็นที่นิยมของภาคใต้


จากสุราษฎร์เราพักไม่กี่วัน และตั้งใจจะข้ามเรือไปเที่ยวสมุย 1 คืน เลยขอฝากจักรยานไว้กับโรงแรมในเมืองสุราษฎร์ธานีที่เราเข้าพักวันแรกคือ โรงแรม CBD โรงแรมพักสบาย ราคาไม่แพง จอดจักรยานด้านในโรงแรมใต้บันไดได้สองคัน
ไปสมุย
เราไปขึ้นบัสของซีทราน ที่ Seatran coach สถานีรถโดยสาร ซีทราน โคช นั่งประมาณหนึ่งชม.จากเมืองสุราษฎร์มาลงเรือข้ามฟากเพื่อไปเกาะสมุยอีกชม.ครึ่ง มีค่าโดยสาร 320 บาทต่อคนต่อเที่ยว




ถึงท่าเรือเกาะสมุย เรานั่งรถสองแถวไปที่โรงแรม บอกชื่อโรงแรมแล้วสองแถวก็จะวนไปส่งให้ จ่ายไปคนละ 50 บาท โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ
ที่สมุยเราเรียกใช้แกร็บคาร์ ราคาไปใกล้ๆ แพงมาก เช่น 3 กม. 300 บาท, 21 กิโลเมตร 600 บาท ข้อคิดเห็นคือแท็กซี่สมุยราคาถูกกว่าแกร็บ ส่วนจักรยานไม่ค่อยอยากแนะนำให้ปั่นที่นี่ เพราะนอกจากไม่มีเลน บริเวณไหล่ทางก็ยังกลายเป็นที่จอดรถ แถมรถส่วนใหญ่ขับเร็วเพราะต้องขึ้นลงเนิน และมีรถติด


มุ่งสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ออกจากเมืองสุราษฎร์ธานี ถนนที่ออกจากในเมืองบางช่วงไหล่ทางแคบแม้มีสองเลน รถก็ยังมาเบียดให้เครียดเล่น
เราอยู่บนถนนใหญ่เท่าที่จำเป็น ก่อนเข้าสู่ทางเล็กเขตชุมชนมุสลิม เลาะตามหมู่บ้านและสวนไปเรื่อยทั้งวัน เส้นทางนี้แทบไม่มีร้านค้าและแทบไม่เห็นร้านข้าว แต่ละสวนพื้นที่กว้างมากจนบ้านเรือนห่างกันไปหมด ส่วนใหญ่เป็นสวนยางพารา และมีต้นปาล์มน้ำมันบ้างสลับกันไป

ปั่นผ่านหมู่บ้านที่ต้มหอยขาย เป็นหอยตอกที่เค้าคราดมาจากน้ำทะเลแถวใต้สะพาน เทใส่น้ำเดือด ปั่นให้เนื้อลอย แล้วช้อนออก เอาเนื้อขายบ่อเลี้ยงกุ้ง แล้วเอาเปลือกไปทำปุ๋ย







เรามาถึงเนินเขา อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ทางชันมากและถนนเป็นลูกคลื่นต่อเนื่อง หาจังหวะปั่นขึ้นไม่ได้ พอปั่นไปซักหน่อยล้อหน้ายกจนต้องดีดตัวเองออกจากจักรยานอยู่สองรอบ สุดท้ายเลยลงเข็นดีกว่า
วันนี้แดดแรงมาก นอกจากที่ต้องสู้ด้วยกำลัง อารมณ์ตัวเองก็ร้อนเพราะคุยกันไม่รู้เรื่องกับสามีตั้งแต่เช้า พอสมองมีปัญหา แรงปั่นก็หมด พอดึงสติได้ก็ปิดวาจา อาศัยมองอารมณ์ตัวเองจนระงับ เอาพุทโธจับลมหายใจเข้าออก อารมณ์ที่ขุ่นมัวก็สงบลงเป็นพักๆ พอให้ขามีแรงปั่นต่อไป นี่คือการฝึกฝนตัวเองที่แท้จริง
ถึงหาดหน้าด่านตอนเย็น เหนื่อยแทบขาดใจ








เรามาถึง โรงแรมคัลเลอร์ บีช รีสอร์ท อยู่ ต.ท่าขึ้น อ.ท่าศาลา ได้ข่าวจากน้องพนักงานว่า พรุ่งนี้ตีสี่จะมีงานทานไฟของวัดที่อยู่ใกล้ๆ
ตื่นมาก็พากันเดินฝ่าความมืดไปวัด นึกว่าจะเงียบเหมือนบุญข้าวประดับดินแถวบ้าน ที่ไหนได้ชาวบ้านขนเอาทุกอย่างมาตั้งโต๊ะกันตอนตีสี่ ทั้งก่อไฟ ทำอาหาร คนก็เยอะรถก็ติดลงของเหมือนงานลอยกระทง ราวครึ่งชั่วโมงถนนถึงสามารถสัญจรได้
งานทานไฟ “วัดโสภณตรีธาราม นครศรีธรรมราช” ไฮไลท์จะมีการก่อกองไฟขนาดใหญ่ให้พระได้ผิงหายหนาวในเดือนนี้ แล้วก็ถวายอะไรอุ่นๆ ให้ท่านฉันกันตั้งแต่ตีห้า ส่วนไฟกองใหญ่ก็ไปจุดชายหาด พระอาจจะไม่อุ่นเพราะอยู่ในวัด แต่โยมชอบกันมาก
ที่ด้านหน้ากองไฟมีคุณป้าท่านหนึ่งทำพิธีบอกกล่าวเงียบๆ กับเครื่องสักการะซึ่งเป็นอาหารจากโรงทานต่างๆ และมีถาดสำหรับวางปัจจัย ชาวบ้านก็จะเดินมาทำบุญพร้อมไหว้อธิษฐานกับกองไฟ


มีที่ประทับใจอยู่อย่าง ที่ตรงด้านหน้าแต่ละโรงทาน บนโต๊ะจะมีบาตรให้ใส่เงินแล้วแต่ร่วมทำบุญเท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่กำลัง แล้วรับอาหารไป คนที่มาก็ไม่เห็นมีใครแย่งหรือถือถุงล่าอาหาร ทุกคนได้รับอาหารพอเพียงและร่วมบุญกันอย่างสนุกสนาน เป็นงานบุญในชุมชนที่อบอุ่นมาก


เราออกจากตัวอำเภอท่าศาลา วิ่งตามถนนเล็กๆ มาจนถึงเมืองนครศรีธรรมราชราว 37 กม. ทิมยังคงเป็นไข้หวัด ส่วนผู้เขียนเริ่มคันคอ ความง่วงกำลังครอบงำ จนต้องพักในเมืองเป็นคืนที่สาม โชคดีที่พักดีมากแล้วราคาไม่แพง




ที่เมืองนครศรีธรรมราชไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง พี่เจ้าของใจดีมากสอนตอกหนังและก็มีการแสดงหนังตะลุงจ่ายค่าดูคนละไม่มากเปิดการแสดงรอบพิเศษให้เลย, ไปไหว้ศาลพระเสื้อเมือง ขอพรปีใหม่ตรุษจีน, ไป วัดสวนหลวง ที่มีปั้นนูนต่ำและจิตรกรรมฝาผนังโบราณ, ไป วัดเสมาเมือง กราบระลึกถึงหลวงปู่ทวด และไป วัดมหาธาตุ โดดเด่นด้วยอิทธิพลสถาปัตยกรรมอินเดียและอินโดนีเซีย(ชวา ภาคกลาง) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13-ต้นพุทธศตวรรษที่ 15 พระบรมธาตุเจดีย์ล้อมรอบด้วยเจดีย์รายถึง 120 องค์








เมืองนครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีการค้าขายเชื่อมโยงกับต่างประเทศโดยเฉพาะอินเดียและจีน เพราะภูมิศาสตร์ตั้งอยู่กึ่งกลางคาบสมุทรมลายู มีชายฝั่งยาวและอ่าวที่เหมาะกับจอดเรือสินค้า ทำให้วัฒนธรรมชุมชนได้รับอิทธิพลไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพบรูปเคารพศิลปะอินเดียทั้งพุทธและพราหมณ์หรือฮินดู




นอกจากหาความรู้พัฒนาสมองในการชมประวัติศาสตร์เก่าแก่ของเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว ก็หาอะไรเติมท้องให้อิ่ม ที่ภาคใต้มีอาหารท้องถิ่นมากมาย นอกจากผัดเหลียงใส่ไข่สุดยอดแห่งความอร่อยแล้ว สาขามังสวิรัตน์อาจจะได้ “บะกุ๊ดเต๋” (ขอใส่แต่ผักกับเห็ด ปกติมันมีหมู) ซุปเข้มข้นทานกับข้าวเป็นอาหารเช้า ซึ่งจะหาทานได้อย่างง่ายดายตามร้านแต่เตี๊ยมหรือติ่มซำ



หนึ่งในความเชื่อของชุมชนท้องถิ่นภาคใต้ ที่เคารพนับถือถึงตัวบุคคล มักจะทำเป็นรูปปั้นสีดำเหมือนสีรูปหนังตะลุงโบราณ
ตอนเราปั่นผ่านหมู่บ้าน ตามถนน หรือหน้าวัด ก็มักจะเห็นรูปปั้นคนสีดำทำท่าทางชี้บ่อยๆ โดยเฉพาะเท่ง
ครั้งนี้เราผ่าน “ไอ้โถ” อีกตัวละครที่ได้รับความนิยมในหนังตะลุงถึง 2 ครั้ง ในนครศรีธรรมราช (หรืออีกหลายครั้งแต่ไม่รู้)
ประวัติ อ้ายโถ ก่อนมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือมาจากจีนบ๋าบา ชาวพังบัว อ.สะทิ้งพระ จ.สงขลา รูปร่างมีศรีษะค่อนข้างเล็ก ตาโตถลน ปากกว้าง ริมฝีปากล่างเม้มเข้าในส่วนท้องตึง อกใหญ่เป็นรูปโค้ง ริมฝีปากล่างเม้มเข้าในส่วนท้องตึง อกใหญ่เป็นรูปโค้ง สวมหมวกมีกระจุกข้างบน นุ่งกางเกงถลกขา ถือมีดบังตอเป็นอาวุธ ชอบร้องรำทำเพลง ขี้ขลาดตาขาว โกรธใครไม่เป็น ถือเอาเรื่องกินเรื่องใหญ่ ใครจะพูดเรื่องอะไรก็ตาม อ้ายโถจะชักเรื่องที่พูดวกเข้าหาเรื่องกินเสมอ (ประวัติจากวัดทางขึ้น นครศรีธรรมราช)
การบนไอ้โถขอได้ทุกเรื่อง บนด้วยของกินจึงสำเร็จ
จากนครศรีธรรมราช ไปพัทลุง
ออกจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช เราใช้เส้นทางปากพนัง ด้วยสภาพพอไปได้ทั้งสองคนเพราะสามีเป็นไข้หวัด ปั่นไม่ไกลมานอนตากลมหมดสภาพกัน ได้ที่พักน่ารักชื่อ ชายเลโฮมสเตย์ อยู่ปากพนัง
ปากพนังใกล้แหลมตะลุมพุกมาก สมัยเรียนเคยได้ยินชื่อ วาตภัยแหลมตะลุมพุก














เส้นทางจากหาดจันทร์แจ้งไปทะเลน้อยพัทลุงประมาณ 60 กม. จะผ่านทะเลสาบสงขลาตอนบนโดยใช้ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนนี้ทอดยาวระหว่างสองทะเลสาบคือ ทะเลน้อย และทะเลหลวง หรือทะเลสาบสงขลาตอนบน
สิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดของเส้นทางนอกจากถนนยาวสุดลูกหูลูกตาและสวยมากแล้ว ยังได้เห็น “ควายน้ำ” ควายน้ำตัวเป็นๆ สีดำทะมึนรูปร่างงามไม่อวบแต่อวดกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ควายน้ำเป็นฝูงยืนอยู่เหนือผืนดินชื้นแฉะที่มีน้ำจากทะเลสาบอยู่ปริ่มๆ และหากินพืชใต้น้ำ เวลาว่ายน้ำยังกับเนสซีโผล่ที่ทะเลสาบล็อกเนสส์ ยามค่ำคืนมาก็นอนบนเกาะที่อยู่กลางน้ำ


ถ้ามาที่นี่แนะนำนอนโฮมสเตย์ในหมู่บ้านที่อยู่ ต.ทะเลน้อย อ.ควนขนุน บริเวณนั้นจะมีเรือนำชมควายน้ำในทะเลสาบ พวกเราไปดูควายน้ำกันตอนเย็นๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า เห็นควายว่ายน้ำ บ้างก็ขึ้นไปบนเกาะเหนือน้ำที่มีคอกกั้น




ที่นี่ยังมีอุทยานนกน้ำทะเลน้อย ถ้าช่วงเวลาดีๆ จะได้เห็นนกกาบบัวซึ่งตัวใหญ่กว่านกปากห่าง ทำรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่ มองขึ้นไปบางทีก็เห็นปลายปีกสีชมพูราวกับกลีบดอกบัวยืนดูลาดเลาเหนือรังมันอยู่ นกกาบบัวที่นี่มีไม่มาก แต่ถ้าอยากเจอเป็นอาณานิคมนกกาบบัวแนะนำที่บ้านหมูเด้ง สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ชลบุรี
ส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจในวันนี้ ที่ปากพนังผู้เขียนซื้อส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม (แต่หิ้วมาทานที่พัทลุง) รสชาติมันอร่อยสุดยอดจนเพ้อลืมไม่ลง ความหอมหวานที่พอดี สีสันชมพูแดงสดใสราวกับเนื้อในทับทิม รวมถึงเกร็ดเนื้อส้มโอใหญ่ที่แทบจะไม่มีเมล็ด เรียกได้ว่ามันคือเบอร์ต้นๆ ของสายพันธุ์ส้มโอที่ดีที่สุดในประเทศไทยได้เลย
ส้มโอทับทิมสยามเกิดการพัฒนาสายพันธุ์ท้องถิ่นปัตตานี ดั้งเดิมชื่อ เขียวมรกต ที่มีรสชาติออกขม แต่พอนำมาปรับปรุงพันธุ์และเพาะที่ลุ่มน้ำปากพนัง บ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง ก็ได้ผลผลิตที่แตกต่างออกไปจากเดิม เข้าใจว่าความหวานหอมอาจเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินเหนียวป่าชายเลนและแคลเซียมจากการสะสมของเปลือกหอยร่วมด้วย (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์)


มุ่งสู่สงขลา
จากทะเลน้อย อำเภอควนขนุน เราเลาะสู้ลมปั่นจักรยานตามถนนฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลา เส้นทางนี้ไม่มีรถบรรทุก รวมถึงรถทั่วไปก็แทบจะไม่มี และวันนี้แดดก็แรงมาก แน่นอนว่าแดดแรงของภาคใต้ใครๆ ก็น่าจะรู้กันดี




เราข้ามสะพานเกาะหมาก-ปากพะยูน เข้าไปปั่นเส้นทางในเกาะหมาก ข้ามสะพานปากเหล็กเชื่อมต่อไปยังเกาะแกง และข้ามสะพานไปเกาะนางคำ




เราพักที่ Sunshine Home Stay ริมหาด อ.สทิงพระ จ.สงขลา ห้องดีไม่แพง เก็บจักรยานได้ง่าย และไม่ไกลจากเมืองสงขลา พรุ่งนี้จะปั่นย้อนศรขึ้นไปทางเหนือเพื่อจะไปกราบพระนอนโบราณที่วัดจะทิ้งพระและหลวงปู่ทวดที่วัดพะโคะ


วันนี้เราเข้าถึงเมืองสงขลาแล้ว โดยใช้แพขนานยนต์ และพักที่เมืองสงขลา ซึ่งมีที่เที่ยวที่น่าสนใจหลายจุด นอกจากในเมืองที่มีย่านเมืองเก่าแล้ว เราก็ยังสามารถปั่นจักรยานไปเที่ยวโบราณสถานเพื่อสำรวจ Singora เมืองเก่าสงขลายุคแรกเริ่มที่เขาหัวแดง และชายหาดที่มีชื่อเสียงอย่างชายหาดสมิหลาและหาดชลาทัศน์










สำหรับเส้นทางจากเมืองสงขลาไปหาดใหญ่ 56 กม. หลังจากพักผ่อนยาวนานที่เมืองสงขลาแล้ว เราปั่นไปหาดใหญ่ในเดือนมีนาคม เส้นทางสบาย เลี่ยงถนนหลัก ออกตอนเจ็ดโมงกว่า มาถึงหาดใหญ่ตอนเที่ยงพอดี
ช่วงนี้นาบางแปลงเกี่ยวข้าวแล้ว แต่ส่วนใหญ่เพิ่งจะรวงเปลี่ยนสี และน้ำยังท่วมตอ ข้าวที่นี่ต้นยาวๆ ตลอดทางเส้นทางจักรยานที่ใช้ปั่นผ่านลงมาภาคใต้ ไม่ค่อยเห็นนาข้าวเท่าไหร่นัก อาจจะเพราะอยู่ใกล้ชายทะเล ส่วนมากจะเป็นสวนยาง สวนปาล์ม สวนมะพร้าว และนากุ้ง




จบการเดินทางในเส้นทางปั่นจักรยานภาคใต้ กรุงเทพฯ – สงขลา
ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านและติดตามมาจนถึงบัดนี้ ขอให้สนุกกับการเดินทางเส้นทางภาคใต้นะคะ
ปล.ที่พักไม่ได้ลงชื่อให้ทุกที่นะคะ แต่ลงที่น่าสนใจไว้ให้เผื่อใครผ่านมาผ่านไปได้แวะพัก
……………….
เรื่องและภาพโดย สุทธวรรณ บีเวอ อีสานอินไซต์
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ปั่นตะลุยญี่ปุ่นฤดูใบไม้ผลิ: หมู่เกาะตอนใต้ จังหวัดฮิโรชิมะและจังหวัดเอฮิเมะ 3 คืน 4 วัน (ตอนที่ 1)