เที่ยวปราสาทหินในภาคอีสานหน้าฝน: มุมมองหิน การใช้ประโยชน์ และความสัมพันธ์ “น้ำ” ในธรรมชาติ

เที่ยวปราสาทหินในภาคอีสานหน้าฝน: มุมมองหิน การใช้ประโยชน์ และความสัมพันธ์ “น้ำ” ในธรรมชาติ

สถานที่ท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนนี้ ถ้าคิดจะเที่ยวภาคอีสาน หลายคนคงจะคิดถึง น้ำตก เพราะเริ่มมีน้ำป่าไหลหลาก บางคนก็คิดถึงอุทยานเพราะต้นไม้กำลังเขียว สัตว์ป่ากำลังออกหากิน แต่ถ้าคิดถึงเดินป่า คิดถึงช้าง แล้วก็ยังต้องมานั่งคิดถึงทากด้วย ถ้าไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปสวนสาธารณะให้อาหารปลาแทน ลองไปเที่ยวชม “ปราสาทหิน” ในช่วงเวลานี้กันไหมล่ะ..

ปราสาทหินพนมรุ้ง นอกจากจะเดินสบายๆ ไม่ร้อนแล้ว บรรยากาศที่แสนชุ่มฉ่ำจากน้ำฝน ยังพลอยทำให้มอสและไลเคนบนหินปราสาทและต้นไม้ใบหญ้ากลับมามีชีวิตชีวาเป็นสีเขียวอีกครั้ง แถมช่วงนี้ยังมีโอกาสได้เจอเมฆลอยอยู่เหนือปราสาท สวยงามราวกับสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน
ปราสาทหินบ้านถนนหัก
น้ำปริ่มสระหลังฝนตก ปราสาทหินบ้านถนนหัก จังหวัดนครราชสีมา
ปราสาทเมืองต่ำ
หญ้าเขียวขจี ที่ไม่เจอในหน้าแล้ง ปราสาทเมืองต่ำ บุรีรัมย์
ปราสาทหินเปือยน้อย
ทะเลหญ้าน้อยๆ ที่เขียวชะอุ่ม ภายในปราสาทหินเปือยน้อย ขอนแก่น
ีปราสาทหินพิมาย
ฟ้าหลังฝน ย่อมแจ่มใส ณ ปราสาทหินพิมาย นครราชสีมา
พระธาตุภูเพ็ก
ประตูไลเคนใหญ่ที่สุดในบรรดาปราสาทหินภาคอีสาน พระธาตุภูเพ็ก สกลนคร
พระธาตุภูเพ็ก
ทิศทางแห่งการรับฝนและน้ำ วิวด้านบนของภูเขาด้านทิศตะวันออก พระธาตุภูเพ็ก สกลนคร

ความเขียวชะอุ่มของหินปราสาทที่เต็มไปด้วยมอส ไลเคน และพืชอาศัย ทั้งต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นหญ้า ทำให้เราเห็นได้ว่า หินที่นำมาสร้างนั้น แม้จะกลายเป็นศาสนสถานแล้ว แต่กลับยังคงสภาพไม่ต่างจากหินที่อยู่ในธรรมชาติ คือ มีทั้งสะสมความชื้น อุ้มน้ำตามรูพรุน ยอมให้น้ำซึมผ่านได้ง่าย และบางส่วนของหินก็ยังผุพังสลายกลายเป็นต้นกำเนิดของดินและแร่ธาตุ ให้พืชสามารถอาศัยเจริญเติบโตได้

หินที่ปราสาทหินนำมาใช้มีอยู่ 2 ชนิด ถ้าจะแบ่งตามการสังเกต ก็คงเป็นหินที่อยู่ระดับผืนดินหรือเหนือผืนดินขึ้นไป และหินที่ขุดได้จากใต้ผืนดินที่ไม่ลึกมากนัก.. 

หินระดับผืนดินขึ้นไปที่ใช้มักเป็น “หินทราย” ที่มีอยู่มากในที่ราบสูงโคราช บ้างก็ได้จากภูเขาหินทราย บ้างตัดเอาจากเนินหินทราย หินทรายมีลักษณะเป็นเม็ดทรายเล็กๆ อัดตัวกันแน่น ส่วนใหญ่จะเห็นมีเม็ดกรวดปะปนอยู่ในเนื้อหินร่วมด้วย แต่หินทรายนำมาสร้างปราสาทหินนั้นเป็นหินทรายที่ไม่มีกรวดปะปน ส่วนหินระดับใต้ดินลงมา ก็คือ ต้องขุดลงไปเอาชั้นหินด้านล่าง เราเรียกว่า “หินศิลาแลง” หรือ หินแม่รัง ลักษณะของหินจะมีรูพรุนสีออกน้ำตาลแดง มีก้อนกรวดปนอยู่มาก หินศิลาแลงนี้ยังอ่อนนุ่มเมื่ออยู่ใต้ดิน พอขุดเอาขึ้นมาถากให้เป็นก้อนสี่เหลี่ยม แล้วตากแดดให้แห้ง ก็จะได้หินศิลาแลงที่แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มาก แต่ถ้าเป็นก้อนยาวเกินไป ก็อาจจะมีสิทธิ์แตกกลางก้อนได้ง่ายกว่าหินทรายที่มีเนื้อทรายละเอียดยึดติดกันแน่น ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุที่แม้จะศาสนสถานนั้นจะถูกสร้างด้วยหินศิลาแลงทั้งหลัง แต่กรอบประตู และกรอบหน้าต่าง ก็เลือกที่จะใช้หินทรายเป็นอย่างสำคัญ แถมข้อดียังแกะสลักให้สวยงามได้โดยไม่ต้องพึ่งเทคนิคปูนปั้นตกแต่งให้ยุ่งยาก เรียกได้ว่าหินทั้งสองชนิดนี้ นอกจากหาได้ในท้องถิ่นแล้ว ก็ยังใช้ประโยชน์และเป็นที่นิยมในการก่อสร้างเพื่อความคงทนของศาสนสถานอีกด้วย

หินศิลาแลง กู่ประภาชัย ขอนแก่น
หินศิลาแลงใช้ก่อสร้างกำแพงแก้ว และปรางค์ประธาน ยกเว้นส่วนกรอบประตู กู่ประภาชัย ขอนแก่น
หินทราย กรอบประตู กู่ประภาชัย ขอนแก่น
กรอบประตูหินทราย ส่วนโคปุระและกำแพงแก้วเป็นหินศิลาแลง กู่ประภาชัย ขอนแก่น
ปราสาทหินพิมาย
ภาพแกะสลักทับหลังหรือหน้าบัน หรือแม้กระทั่งส่วนของหลังคาก็สามารถใช้หินทรายทำได้ ปราสาทหินพิมาย นครราชสีมา
หินทราย ปราสาทเมืองต่ำ
หินทรายหลากสีอาจมาจากสารพัดแหล่ง ใช้ก่อสร้างผนังทางเดินกำแพงแก้ว และใช้หินศิลาแลงทำส่วนฐานของกำแพงแก้ว ปราสาทเมืองต่ำ
หินศิลาแลง ปราสาทตาเมืองธม สุรินทร์
หินศิลาแลง ปราสาทตาเมือนธม สุรินทร์ ถ้าแกะเกาหินไปก็จะเจอก้อนกรวด ไม่สามารถนำไปแกะละเอียดเป็นภาพแกะสลักดังเช่นหินทรายได้ จึงทำได้เพียงงานที่มีลักษณะแกะแบบหยาบ และก็อาจจะใช้เทคนิคปูนปั้นช่วยให้สวยงามเรียบร้อยเพิ่มเข้าไปอีก
ศิลาแลง กู่ประภาชัย ขอนแก่น
หินศิลาแลงซึ่งมีกรวดปนเป็นปกติ ที่กู่ประภาชัย ขอนแก่น
สระขอม ปราสาทหิน กู่ประภาชัย ขอนแก่น
หินศิลาแลงช่วยเก็บกักน้ำใต้ดินและความชื้นในพื้นที่ราบสูงโคราชได้ดี จะเห็นได้ว่าบ่อน้ำหน้าปราสาทหินบางแห่งไม่แห้งเหือด อาจจะเป็นเพราะน้ำใต้ดินยังไม่เปลี่ยนเส้นทางจึงยังมีตาน้ำอยู่ ภาพนี้จากสระด้านหน้า กู่ประภาชัย ขอนแก่น มีน้ำใสเต็มตลอดทั้งปี

ข้อสังเกตเพิ่มเติมในส่วนของหินทรายที่ถูกนำมาใช้งานเกี่ยวกับศาสนสถาน โดยเฉพาะถ้าช่างต้องแกะอย่างไรไม่ให้ภาพกลายเป็นรูโบ๋จากเม็ดหิน ช่างโบราณก็น่าจะต้องมีความรู้เลือกหาแหล่งหินทรายที่ดีด้วย เพราะหินทรายในภาคอีสานนั้น ถ้าอ่านเรื่องกลุ่มหินโคราช หรือไปเที่ยวภูเขาหินทรายหลายแห่ง เรามักจะเจอหินทรายปนกรวด ก็จะใช้ไม่ได้ เป็นที่น่าสังเกตตอนไปเที่ยวชมแหล่งหินตัด พบว่าหลายแห่งมีกุมภลักษณ์หรือ pothole อยู่ด้วย ซึ่งก็น่าสนใจว่าด้วยโอกาสแบบนี้ ก็อาจจะพอเป็นไปได้ที่จะมองเห็นเนื้อหินทรายลงไปลึกๆ ได้ชัดเจน แล้วยังพอได้อาศัยน้ำในกุมภลักษณ์ของหินทราย ซึ่งบางแห่งมีน้ำอยู่ทั้งปีไม่แห้งเหือด สามารถนำมาใช้ดื่มกินได้อีกด้วย แถมบางกุมภลักษณ์ลองแหย่ไม้ลงไปสุดปลายไผ่เกือบหกเมตร ก็ยังแตะไม่ถึงพื้นน้ำเลย

แหล่งหินตัดภูคอกม้า
แหล่งหินตัด ภูคอกม้า ขอนแก่น
แหล่งหินตัด ภูคอกม้า ขอนแก่น
กุมภลักษณ์ แหล่งหินตัด ภูคอกม้า ขอนแก่น
กุมภลักษณ์ pothole แหล่งหินตัดวัดพระพุทธบาทหินลาด ขอนแก่น
กุมภลักษณ์ แหล่งหินตัด วัดพระพุทธบาทหินลาด บ้านหนองตับเต่า ขอนแก่น
วัดอ่างศิลา ขอนแก่น
กุมภลักษณ์บนหินทราย วัดอ่างศิลา ขอนแก่น
กุมภลักษณ์
เนื้อหินทรายในกุมภลักษณ์ ภูคอกม้า ขอนแก่น
แหล่งหินตัดบ้านกรวด
มอสเขียวขจี ช่วงหน้าฝน ถ้าไปเที่ยวแหล่งหินตัดบ้านกรวด บุรีรัมย์
แหล่งหินตัดบ้านกรวด
หินทรายมีคุณภาพดี คาดว่าถูกนำไปสร้างปราสาทพนมรุ้ง แหล่งหินตัดบ้านกรวด บุรีรัมย์

หากสังเกตในเรื่องหินที่เขาเอามาใช้ทำปราสาท เรายังสามารถเรียนรู้ความสำคัญของหินไปกับสิ่งอื่นๆ ที่เราใช้ประโยชน์ได้ร่วมด้วย โดยเฉพาะเรื่องของแหล่งที่มีน้ำ และนำเอาไปประยุกต์ใช้ได้หลายกรณี ดังที่เราสามารถเห็นในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ได้อีก เช่น ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย สุโขทัย คนยุคนั้นขุดทำบ่อน้ำหลายบ่อมาก ถ้าขุดอยู่ในวังก็เห็นขุดกันไปจนถึงชั้นหินศิลาแลง ซึ่งน่าจะได้น้ำใต้ดินออกมา โดยบางบ่อก็ลึกไม่มาก แล้วก็เห็นเอาหินศิลาแลงมาสกัดทำอิฐบล๊อกเสริมขอบบ่อขึ้นมาจากชั้นของหินศิลาแลงตามธรรมชาติ ส่วนที่เสริมขึ้นมาทำให้คิดว่าหินศิลาแลงนี้ นอกจากกันดินขอบบ่อถล่มแล้ว อาจจะช่วยกันน้ำไม่ให้ไหลซึมผ่านออกจากบ่อไปอย่างรวดเร็ว แต่บ่อที่ขุดอยู่ทางขึ้นภูเขาซึ่งมีศาสนสถานบนยอด และเป็นหินแข็งนั้น เห็นขุดลงไปเสียลึกมากกว่าสิบห้าเมตร จนแทบไม่เห็นก้นบ่อกันเลยทีเดียว

บ่อน้ำ ศรีสัชนาลัย สุโขทัย
บ่อน้ำในวัง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย สุโขทัย
ภายในบ่อน้ำ หินศิลาแลง ศรีสัชนาลัย สุโขทัย
ก้นบ่อน้ำที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จะลึกไปมากกว่านี้อีกแค่ไหนกันนะ
บ่อน้ำนางอุสา ภูพระบาท อุดรธานี
บ่อน้ำนางอุสา ภูพระบาท อุดรธานี เป็นบ่อน้ำโบราณ สร้างอยู่บนเนินหินทราย เดือนธันวาคมก็ยังคงมีน้ำเต็มอยู่ ในขณะที่ลานรอบๆ นั้น บริเวณธารน้ำได้แห้งไปหมดแล้ว

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

  • หินที่ใช้สร้างปราสาทหินทั้งสองชนิด คือ หินทรายและหินศิลาแลง นอกจากสามารถใช้ประโยชน์เชิงก่อสร้างได้แล้ว ยังมีคุณสมบัติในการเป็นแหล่งน้ำหรืออุ้มน้ำได้ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อความรู้ในหาแหล่งน้ำเพื่อการยังชีพ หรือการสังเกตการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณต่อไป
  • ผู้เขียนมองว่า การสร้างกู่ปราสาทอาจจะสร้างและสถาปนาอำนาจพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในบริเวณที่ขุดได้ตาน้ำ(อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลของการเลือกทำเลการสร้าง) และถือว่าน้ำในพื้นที่นี้คือน้ำศักดิ์สิทธิ์ และอาจนำมาใช้ในพิธีกรรม ซึ่งทำเลที่สร้างกู่และมีน้ำใต้ดินนี้ ก็อาจจะมีผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชน ที่อยู่นอกเหนือจากการอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติบนดิน
  • การตั้งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ ผู้เขียนสังเกตว่ามีลักษณะคล้ายกับวัฒนธรรมอื่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่กายภาพในการหาอยู่หากินบนที่ราบสูงโคราชด้วยเช่นกัน เช่น วัฒนธรรมไทลาว มักจะสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของหอปู่ตาอยู่บริเวณโนนเหนือน้ำใกล้พื้นที่ที่มีการจัดการประโยชน์ร่วมกันของชุมชน หรือแม้กระทั่งพิธีกรรมบุญผะเหวด ที่ต้องไปเชิญพระเวสสันดรข้างน้ำ หรือ พิธีกรรมการเชิญพระอุปคุตที่ฝั่งน้ำ ดังที่ว่า “น้ำ” มีความสำคัญอย่างสูงสุดต่อชีวิต
  • บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้ระดับการ “สังเกต” เท่านั้น เพื่อที่จะหาระดับความสามารถของมนุษย์ในการสังเกตธรรมชาติและนำมาออกแบบเพื่อการใช้งาน.

—————-

ผู้เขียน สุทธวรรณ บีเวอ

อีสานอินไซต์

ภาพ: การเดินทางสำรวจของอีสานเอ็กซ์พลอเรอ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องราวเกี่ยวกับหิน ต้นกำเนิดดิน และน้ำบาดาล ในเวปไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้ที่

สสวท. เรื่อง ศิลาแลง

ชมรมคนรักในหลวง เรื่อง การกำเนิดดิน

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 3 เรื่อง น้ำบาดาลและระดับน้ำใต้ดิน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *